รู้ไว้ใช่ว่าFriday, June 26th, 2026 at 8:37am
10 วิธีดับกลิ่นสีทาบ้านง่าย ๆ!
1. กากกาแฟ
ชงกาแฟเสร็จแล้วอย่าเพิ่งรีบทิ้งกากกาแฟ เพราะประโยชน์ของกากกาแฟคือมีส่วนช่วยดับกลิ่นสีทาบ้าน ใช้ดูดกลิ่นสีได้ทุกประเภท เพียงนำมาวางเอาไว้รอบห้องที่ทาสีใหม่ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกาแฟจะทำหน้าที่ดับกลิ่นเหม็นของสีได้อยู่หมัด แถมยังช่วยเพิ่มบรรยากาศดี ๆ ให้กับห้องได้อีกด้วย
2. ถ่าน
ถ่านถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในบ้าน และนำมาเป็นวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ดี โดยนำบดถ่านให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นนำมาใส่ในถ้วยและนำไปวางไว้ในบริเวณที่ทาสีใหม่ วิธีนี้จะช่วยทำให้กลิ่นสีค่อย ๆ จางหายไป ถือเป็นวิธีแบบดั้งเดิมที่ยังได้ผลดีทุกยุคทุกสมัย
3. หัวหอม
ไม่ใช่แค่ทำให้แสบตาน้ำตาไหลเท่านั้น แต่กลิ่นฉุนของหัวหอมยังเป็นวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ดีเช่นกัน เพียงนำหัวหอมมาหั่นออกเป็น 4 ส่วน จากนั้นนำมาวางไว้ภายในห้องที่เพิ่งทาสีเสร็จใหม่ ๆ ถือเป็นวิธีที่สะดวกมาก แค่เปิดตู็เย็นก็ทำให้กลิ่นจางหายไปได้ง่าย ๆ แล้ว
4. น้ำส้มสายชู
สุดยอดวัตถุดิบทำความสะอาด และดับกลิ่นคงหนีไม่พ้นน้ำส้มสายชู เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดที่ระเหยจับกลิ่นต่าง ๆ ได้ เพียงนำน้ำส้มสายชูเทใส่ถ้วย แล้วนำไปวางรอบห้องที่ทาสีใหม่ไว้ 1 คืน เป็นอีกหนึ่งวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ดีเยี่ยมเช่นกัน แต่หลังจากนำออกจากห้องแล้ว ควรเปิดประตูหน้าต่างระบายกลิ่นน้ำส้มสายชูออกไปด้วย
5. เทียน
ไม่ว่าจะเป็นเทียนไขหรือเทียนหอม ก็นำมาเป็นวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ แนะนำให้จุดเทียนวางไว้ภายในห้อง 2-3 เล่ม การเผาไหม้จากเทียนจะช่วยดูดซับกลิ่นสีให้เจือจางลงได้ อย่างไรก็ตามควรทำอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไฟไหม้ ควรมีจานน้ำรองเทียนหรือวางให้ห่างจากวัสดุที่ติดไฟง่าย
6. เบกกิ้งโซดา
บ้านไหนเจอปัญหาทั้งกลิ่นสี บวกกับกลิ่นอับจากพรม ไปหยิบเบกกิ้งโซดามาได้เลย เพียงนำเบกกิ้งโซดาเทใส่ถ้วยและนำมาวางไว้บริเวณรอบห้อง ก็ช่วยดับกลิ่นสีทาบ้านได้แล้ว ส่วนกลิ่นอับบนพรมก็โรยลงไปได้เลยโดยตรง แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก เท่านี้ก็เป็นที่เรียบร้อย
7. มะนาว
หยุดทำยำแล้วนำมะนาวมาดับกลิ่นสีทาบ้านกันก่อน วิธีก็ง่ายสุด ๆ นำมะนาวมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ใส่ถ้วยหรือจาน แล้ววางไว้ให้ทั่วห้องประมาณ 2-3 คืน กลิ่นสีจะค่อย ๆ จางลง แถมยังได้กลิ่นมะนาวจากธรรมชาติแถมมาด้วย
8. สับปะรด
ใครจะไปคิดว่าสับปะรดนอกจากจะหวานอร่อยแล้ว ยังนำมาใช้เป็นวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ด้วย โดยควรเลือกสับปะรดสุก นำมาหั่นเป็นแว่น แล้ววางไว้รอบ ๆ ห้อง แนะนำเพิ่มเติมว่าควรวางไว้บนจานรองน้ำ เพราะไม่อย่างนั้นมดจะมาเยือนแน่นอน
9. ตะไคร้
นอกจากตระไคร้จะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังช่วยดับกลิ่นสีทาบ้านได้ดีอีกด้วย โดยนำตะไคร้หอมมาวางบนสำลี แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปจากนั้นนำไปวางทั่วห้องที่ทาสีใหม่ ๆ ก็จะช่วยดับกลิ่นเหม็น พร้อมมอบความหอมที่สดชื่นได้อีกเป็นเท่าตัวด้วย
10. น้ำเปล่า
วิธีดับกลิ่นสีทาบ้านที่สะดวก และประหยัดที่สุดแบบที่หลายคนคงคาดไม่ถึง คือการนำถังหรือภาชนะอื่น ๆ บรรจุน้ำเปล่าไปวางตามจุดต่าง ๆ บริเวณที่ทาสีบ้าน ก็จะช่วยดูดซับกลิ่นเหม็นของสีได้เช่นกัน แต่อาจจะใช้เวลานานหน่อยประมาณ 1-2 วัน ถึงจะกินเวลาเยอะแต่ก็ถือว่าประหยัดได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
Cr. บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
#รู้ไว้ใช่ว่า #ทาสีบ้านเอง #ทาสีพนัง #สีทาบ้าน #ดับกลิ่นสี
1. กากกาแฟ
ชงกาแฟเสร็จแล้วอย่าเพิ่งรีบทิ้งกากกาแฟ เพราะประโยชน์ของกากกาแฟคือมีส่วนช่วยดับกลิ่นสีทาบ้าน ใช้ดูดกลิ่นสีได้ทุกประเภท เพียงนำมาวางเอาไว้รอบห้องที่ทาสีใหม่ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกาแฟจะทำหน้าที่ดับกลิ่นเหม็นของสีได้อยู่หมัด แถมยังช่วยเพิ่มบรรยากาศดี ๆ ให้กับห้องได้อีกด้วย
2. ถ่าน
ถ่านถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในบ้าน และนำมาเป็นวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ดี โดยนำบดถ่านให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นนำมาใส่ในถ้วยและนำไปวางไว้ในบริเวณที่ทาสีใหม่ วิธีนี้จะช่วยทำให้กลิ่นสีค่อย ๆ จางหายไป ถือเป็นวิธีแบบดั้งเดิมที่ยังได้ผลดีทุกยุคทุกสมัย
3. หัวหอม
ไม่ใช่แค่ทำให้แสบตาน้ำตาไหลเท่านั้น แต่กลิ่นฉุนของหัวหอมยังเป็นวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ดีเช่นกัน เพียงนำหัวหอมมาหั่นออกเป็น 4 ส่วน จากนั้นนำมาวางไว้ภายในห้องที่เพิ่งทาสีเสร็จใหม่ ๆ ถือเป็นวิธีที่สะดวกมาก แค่เปิดตู็เย็นก็ทำให้กลิ่นจางหายไปได้ง่าย ๆ แล้ว
4. น้ำส้มสายชู
สุดยอดวัตถุดิบทำความสะอาด และดับกลิ่นคงหนีไม่พ้นน้ำส้มสายชู เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดที่ระเหยจับกลิ่นต่าง ๆ ได้ เพียงนำน้ำส้มสายชูเทใส่ถ้วย แล้วนำไปวางรอบห้องที่ทาสีใหม่ไว้ 1 คืน เป็นอีกหนึ่งวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ดีเยี่ยมเช่นกัน แต่หลังจากนำออกจากห้องแล้ว ควรเปิดประตูหน้าต่างระบายกลิ่นน้ำส้มสายชูออกไปด้วย
5. เทียน
ไม่ว่าจะเป็นเทียนไขหรือเทียนหอม ก็นำมาเป็นวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ แนะนำให้จุดเทียนวางไว้ภายในห้อง 2-3 เล่ม การเผาไหม้จากเทียนจะช่วยดูดซับกลิ่นสีให้เจือจางลงได้ อย่างไรก็ตามควรทำอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไฟไหม้ ควรมีจานน้ำรองเทียนหรือวางให้ห่างจากวัสดุที่ติดไฟง่าย
6. เบกกิ้งโซดา
บ้านไหนเจอปัญหาทั้งกลิ่นสี บวกกับกลิ่นอับจากพรม ไปหยิบเบกกิ้งโซดามาได้เลย เพียงนำเบกกิ้งโซดาเทใส่ถ้วยและนำมาวางไว้บริเวณรอบห้อง ก็ช่วยดับกลิ่นสีทาบ้านได้แล้ว ส่วนกลิ่นอับบนพรมก็โรยลงไปได้เลยโดยตรง แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก เท่านี้ก็เป็นที่เรียบร้อย
7. มะนาว
หยุดทำยำแล้วนำมะนาวมาดับกลิ่นสีทาบ้านกันก่อน วิธีก็ง่ายสุด ๆ นำมะนาวมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ใส่ถ้วยหรือจาน แล้ววางไว้ให้ทั่วห้องประมาณ 2-3 คืน กลิ่นสีจะค่อย ๆ จางลง แถมยังได้กลิ่นมะนาวจากธรรมชาติแถมมาด้วย
8. สับปะรด
ใครจะไปคิดว่าสับปะรดนอกจากจะหวานอร่อยแล้ว ยังนำมาใช้เป็นวิธีดับกลิ่นสีทาบ้านได้ด้วย โดยควรเลือกสับปะรดสุก นำมาหั่นเป็นแว่น แล้ววางไว้รอบ ๆ ห้อง แนะนำเพิ่มเติมว่าควรวางไว้บนจานรองน้ำ เพราะไม่อย่างนั้นมดจะมาเยือนแน่นอน
9. ตะไคร้
นอกจากตระไคร้จะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังช่วยดับกลิ่นสีทาบ้านได้ดีอีกด้วย โดยนำตะไคร้หอมมาวางบนสำลี แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปจากนั้นนำไปวางทั่วห้องที่ทาสีใหม่ ๆ ก็จะช่วยดับกลิ่นเหม็น พร้อมมอบความหอมที่สดชื่นได้อีกเป็นเท่าตัวด้วย
10. น้ำเปล่า
วิธีดับกลิ่นสีทาบ้านที่สะดวก และประหยัดที่สุดแบบที่หลายคนคงคาดไม่ถึง คือการนำถังหรือภาชนะอื่น ๆ บรรจุน้ำเปล่าไปวางตามจุดต่าง ๆ บริเวณที่ทาสีบ้าน ก็จะช่วยดูดซับกลิ่นเหม็นของสีได้เช่นกัน แต่อาจจะใช้เวลานานหน่อยประมาณ 1-2 วัน ถึงจะกินเวลาเยอะแต่ก็ถือว่าประหยัดได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
Cr. บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
#รู้ไว้ใช่ว่า #ทาสีบ้านเอง #ทาสีพนัง #สีทาบ้าน #ดับกลิ่นสี
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, June 22nd, 2026 at 9:10pm
กินทุเรียนกับเหล้า อันตรายอาจถึงชีวิต!
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น>>>
ทุเรียนเป็นอาหารที่มีไขมัน และคาร์โบไฮเดรตสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานสูงเช่นเดียวกัน เมื่อกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(หรือหลังจากอย่างใดอย่างหนึ่ง) ร่างกายจะได้รับพลังงานที่มากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดกระบวนการเผาผลาญเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมาก ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ อาจเป็นผลทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้
หากกินคู่กันจะมีอาการดังนี้>>>
ตัวร้อน ไม่สบายตัว ถ้ากินมากและดื่มแอลกอฮล์มากแล้วเมาหลับไป ร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำ ระดับเกลือแร่ในร่างกายจะผิดปกติ สมองทำงานได้ไม่ดี และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หมดสติ และหากนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันอาจเสียชีวิตได้
ถ้าพบเจอคนที่มีอาการดังกล่าวควรทำยังไงดี>>>
เบื้องต้นให้ประเมินอาการผู้ป่วย หากไม่มีสติให้รีบโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669
1. จับผู้ป่วยนอนในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ปราศจากไทยมุง และจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่หายใจสะดวก
2. ปลดเสื้อผ้าให้หลวมๆ
3. หากไม่รู้สึกตัว ห้ามให้ผู้ป่วยกินหรือดื่มอะไรเด็ดขาด หากรู้สึกตัวให้ดื่มน้ำมากๆ
“ทุเรียนกินได้ อร่อยด้วย แต่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมนะครับ”
ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
ที่มา : ผศ.ดร.นายแพทย์สัณฑ์ ม่วงน้อยเจริญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
Cr. โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ทุเรียนหมอนทอง #กินเหล้า #ทุเรียนกับเหล้า #ทุเรียนอร่อย #เหล้ากับทุเรียน
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น>>>
ทุเรียนเป็นอาหารที่มีไขมัน และคาร์โบไฮเดรตสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานสูงเช่นเดียวกัน เมื่อกินทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(หรือหลังจากอย่างใดอย่างหนึ่ง) ร่างกายจะได้รับพลังงานที่มากเกินไป ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดกระบวนการเผาผลาญเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมาก ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ อาจเป็นผลทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้
หากกินคู่กันจะมีอาการดังนี้>>>
ตัวร้อน ไม่สบายตัว ถ้ากินมากและดื่มแอลกอฮล์มากแล้วเมาหลับไป ร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เมื่อถึงจุดหนึ่งสมองจะเสียน้ำ ระดับเกลือแร่ในร่างกายจะผิดปกติ สมองทำงานได้ไม่ดี และอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อาการหน้าร้อนวูบวาบ สั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ หมดสติ และหากนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันอาจเสียชีวิตได้
ถ้าพบเจอคนที่มีอาการดังกล่าวควรทำยังไงดี>>>
เบื้องต้นให้ประเมินอาการผู้ป่วย หากไม่มีสติให้รีบโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669
1. จับผู้ป่วยนอนในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ปราศจากไทยมุง และจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่หายใจสะดวก
2. ปลดเสื้อผ้าให้หลวมๆ
3. หากไม่รู้สึกตัว ห้ามให้ผู้ป่วยกินหรือดื่มอะไรเด็ดขาด หากรู้สึกตัวให้ดื่มน้ำมากๆ
“ทุเรียนกินได้ อร่อยด้วย แต่ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมนะครับ”
ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
ที่มา : ผศ.ดร.นายแพทย์สัณฑ์ ม่วงน้อยเจริญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
Cr. โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ทุเรียนหมอนทอง #กินเหล้า #ทุเรียนกับเหล้า #ทุเรียนอร่อย #เหล้ากับทุเรียน
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, June 19th, 2026 at 9:30am
กินอะไรได้อย่างนั้น! รู้จักแร่ธาตุสำคัญในอาหาร++
– แคลเซียม แหล่งอาหาร : นม ผักสีเขียวเข้ม เนื้อสัตว์ เช่น ปลา และปลาที่เคี้ยวได้ทั้งก้าง
– ฟอสฟอรัส แหล่งอาหาร : นม ไข่แดง สัตว์น้ำที่กินได้ทั้งเปลือก เช่น กุ้ง
– เครื่องดื่มสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ โคล่า เครื่องในสัตว์ ธัญพืช และถั่ว
– เหล็ก แหล่งอาหาร : เลือด ตับ ไข่แดง อาหารทะเล
– โพแทสเซียม แหล่งอาหาร : โกโก้ ลูกพรุน กล้วย
– แมกนีเซียม แหล่งอาหาร : กล้วยหอม เมล็ดธัญพืช โยเกิร์ต
– ไอโอดีน แหล่งอาหาร : อาหารทะเลทุกชนิด เกลือสมุทร
– สังกะสี แหล่งอาหาร : อาหารทะเล หอยนางรม จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง เมล็ดฟักทอง
Cr. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #กินอะไรได้อย่างนั้น #youarewhatyoueat #แร่ธาตุ #แร่ธาตุในอาหาร
– แคลเซียม แหล่งอาหาร : นม ผักสีเขียวเข้ม เนื้อสัตว์ เช่น ปลา และปลาที่เคี้ยวได้ทั้งก้าง
– ฟอสฟอรัส แหล่งอาหาร : นม ไข่แดง สัตว์น้ำที่กินได้ทั้งเปลือก เช่น กุ้ง
– เครื่องดื่มสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ โคล่า เครื่องในสัตว์ ธัญพืช และถั่ว
– เหล็ก แหล่งอาหาร : เลือด ตับ ไข่แดง อาหารทะเล
– โพแทสเซียม แหล่งอาหาร : โกโก้ ลูกพรุน กล้วย
– แมกนีเซียม แหล่งอาหาร : กล้วยหอม เมล็ดธัญพืช โยเกิร์ต
– ไอโอดีน แหล่งอาหาร : อาหารทะเลทุกชนิด เกลือสมุทร
– สังกะสี แหล่งอาหาร : อาหารทะเล หอยนางรม จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง เมล็ดฟักทอง
Cr. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #กินอะไรได้อย่างนั้น #youarewhatyoueat #แร่ธาตุ #แร่ธาตุในอาหาร
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, June 18th, 2026 at 11:02am
การฝึกการหายใจเพื่อผ่อนคลายความเครียด++
ตามปกติคนทั่วไปจะหายใจตื้นๆ โดยใช้กล้ามเนื้อหน้าอกเป็นหลัก ทําให้ได้ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายน้อยกว่า ที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเครียด คนเราจะยิ่งหายใจถี่ และตื้นมากขึ้นกว่าเดิม ทําให้เกิดอาการถอนหายใจเป็น
ระยะๆ เพื่อให้ได้ออกซิเจนมากขึ้น
การฝึกหายใจช้าๆ ลึกๆ โดยใช้กล้ามเนื้อกระบังลมบริเวณท้องจะช่วยให้ร่างกายได้อากาศเข้าสู่ปอดมากขึ้น เพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อหน้าท้องและลําไส้ด้วย
การฝึกหายใจอย่างถูกวิธีจะทําให้หัวใจเต้นช้าลง สมองแจ่มใสเพราะได้ออกซิเจนมากขึ้น และการหายใจออก
อย่างช้าๆ จะทําให้รู้สึกว่าได้ปลดปล่อยความเครียดออกไปจากตัวจนหมดสิ้น
จุดเน้นของการฝึกหายใจอย่างผ่อนคลาย
1. การรับรู้ลมหายใจเข้า-ออก อย่างรู้ตัวทุกขณะ
2. การหายใจเข้า-ออกอย่างถูกต้องและผ่อนคลาย: หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องแฟบ
วิธีการฝึก
1. นั่งในท่าที่สบาย หลับตา เอามือประสานไว้บริเวณท้อง
2. ค่อยๆ หายใจเข้า พร้อมๆ กับนับเลข 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ 1…2…3…4… ให้มือรู้สึกว่าท้องพองออก
3. กลั้นหายใจเอาไว้ชั่วครู่ นับ 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ เช่นเดียวกับเมื่อหายใจเข้า
4. ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก โดยนับ 1 ถึง 8 อย่างช้าๆ 1…2…3…4…5…6…7…8… พยายามไล่ลมหายใจ
ออกมาใหหมด ้ สังเกตว่าหน้าท้องแฟบลง
5. ทําซ้ําอีก โดยหายใจเข้าช้าๆ กลั้นไว้แล้วหายใจออกโดยช่วงที่หายใจออกให้นานกว่าหายใจเข้า
ข้อแนะนํา
– การฝึกการหายใจ ควรทําติดต่อกันประมาณ 4 – 5 ครั้ง
– ควรฝึกทุกครั้งที่รู้สึกเครียด รู้สึกโกรธ รู้สึกไม่สบายใจหรือฝึกทุกครั้งที่นึกได้
– ทุกครั้งที่หายใจออก ให้รู้สึกว่าได้ผลักดันความเครียดออกมาด้วยจนหมด เหลือไว้แต่ความรู้สึกโล่งสบาย เท่านั้น
– ในแต่ละวัน ควรฝึกการหายใจที่ถูกวิธีให้ได้ประมาณ 40 ครั้ง แต่ไม่จําเป็นต้องทําติดต่อในคราวเดียวกัน
Cr. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #เครียด #คลายเครียดฮาๆ #หายใจโล่ง #ฝึกหายใจ #ผ่อนคลาย #ผ่อนคลายความเครียด #หายใจคลายเครียด
ตามปกติคนทั่วไปจะหายใจตื้นๆ โดยใช้กล้ามเนื้อหน้าอกเป็นหลัก ทําให้ได้ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายน้อยกว่า ที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเครียด คนเราจะยิ่งหายใจถี่ และตื้นมากขึ้นกว่าเดิม ทําให้เกิดอาการถอนหายใจเป็น
ระยะๆ เพื่อให้ได้ออกซิเจนมากขึ้น
การฝึกหายใจช้าๆ ลึกๆ โดยใช้กล้ามเนื้อกระบังลมบริเวณท้องจะช่วยให้ร่างกายได้อากาศเข้าสู่ปอดมากขึ้น เพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่กล้ามเนื้อหน้าท้องและลําไส้ด้วย
การฝึกหายใจอย่างถูกวิธีจะทําให้หัวใจเต้นช้าลง สมองแจ่มใสเพราะได้ออกซิเจนมากขึ้น และการหายใจออก
อย่างช้าๆ จะทําให้รู้สึกว่าได้ปลดปล่อยความเครียดออกไปจากตัวจนหมดสิ้น
จุดเน้นของการฝึกหายใจอย่างผ่อนคลาย
1. การรับรู้ลมหายใจเข้า-ออก อย่างรู้ตัวทุกขณะ
2. การหายใจเข้า-ออกอย่างถูกต้องและผ่อนคลาย: หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องแฟบ
วิธีการฝึก
1. นั่งในท่าที่สบาย หลับตา เอามือประสานไว้บริเวณท้อง
2. ค่อยๆ หายใจเข้า พร้อมๆ กับนับเลข 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ 1…2…3…4… ให้มือรู้สึกว่าท้องพองออก
3. กลั้นหายใจเอาไว้ชั่วครู่ นับ 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้าๆ เช่นเดียวกับเมื่อหายใจเข้า
4. ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก โดยนับ 1 ถึง 8 อย่างช้าๆ 1…2…3…4…5…6…7…8… พยายามไล่ลมหายใจ
ออกมาใหหมด ้ สังเกตว่าหน้าท้องแฟบลง
5. ทําซ้ําอีก โดยหายใจเข้าช้าๆ กลั้นไว้แล้วหายใจออกโดยช่วงที่หายใจออกให้นานกว่าหายใจเข้า
ข้อแนะนํา
– การฝึกการหายใจ ควรทําติดต่อกันประมาณ 4 – 5 ครั้ง
– ควรฝึกทุกครั้งที่รู้สึกเครียด รู้สึกโกรธ รู้สึกไม่สบายใจหรือฝึกทุกครั้งที่นึกได้
– ทุกครั้งที่หายใจออก ให้รู้สึกว่าได้ผลักดันความเครียดออกมาด้วยจนหมด เหลือไว้แต่ความรู้สึกโล่งสบาย เท่านั้น
– ในแต่ละวัน ควรฝึกการหายใจที่ถูกวิธีให้ได้ประมาณ 40 ครั้ง แต่ไม่จําเป็นต้องทําติดต่อในคราวเดียวกัน
Cr. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #เครียด #คลายเครียดฮาๆ #หายใจโล่ง #ฝึกหายใจ #ผ่อนคลาย #ผ่อนคลายความเครียด #หายใจคลายเครียด
รู้ไว้ใช่ว่าSunday, June 14th, 2026 at 10:16pm
7 โรคที่ตามมาจากการทำงานหนัก +++
โรคที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานหนัก
1. อาการปวดหัวข้างเดียว หรือไมเกรน ไมเกรน อาจเกิดขึ้นได้จากความเครียดสะสม อารมณ์ที่ไม่คงที่ ความวิตกกังวล และความตื่นเต้นที่พบในชีวิตประจำวัน รวมถึงการโหมทำงานอย่างหนัก ทำให้ส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนของร่างกายที่ไม่เพียงพอ นอกจากนั้นยังทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า อีกด้วย ไมเกรน จะมีอาการปวดหัวข้างเดียวและปวดมากในบางครั้ง มีลักษณะการปวดแบบตุ้บ ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยในบางครั้ง
2. ออฟฟิศซินโดรม ออฟฟิศซินโดรม เป็นโรคที่พบได้บ่อยสำหรับผู้ที่ทำงานสำนักงาน เกิดขึ้นได้จากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เป็นลักษณะของการนั่งทำงานในท่าเดียว ทำให้กล้ามเนื้อมีอาการตึงและสามารถอักเสบได้ อาการเบื้องต้นจะพบอาการปวดที่ บ่า ไหล่ และต้นคอ เป็นต้น
3. ภาวะเครียดลงกระเพาะ เมื่อร่างกายเกิดความเครียด สมองจะทำการกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ เมื่อน้ำย่อยอาหารมีมากกว่าที่ร่างกายต้องการจะทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร เมื่อสะสมบ่อยครั้ง อาจทำให้เกิดเป็นโรคกระเพาะได้ในที่สุด
4. โรคหัวใจ การทำงานอย่างหนักอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ใครหลายคนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่เน้นความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นอาหารที่มีไขมันสูง หรือการรับประทานอาหารตามความชอบที่มีรสชาติจัดจ้าน ประกอบกับการพักผ่อนน้อย อาจส่งผลให้เป็นโรคหัวใจเกิดขึ้นในวัยทำงานได้
5. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ สาเหตุเกิดจากการกลั้นปัสสาวะบ่อยครั้ง การดื่มน้ำน้อย หรือการเลือกดื่มน้ำชนิดอื่นๆ แทนการรับประทานน้ำเปล่า พฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลให้ทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้
6. น้ำหนักเกินเกณฑ์ การรับประทานอาหารตามใจ โดยเน้นความสะดวกรวดเร็ว ประกอบกับการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานโดยที่ไม่ได้ขยับร่างกาย อาจทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง หรือไม่ทันกับสิ่งที่รับประทานเข้าไป จนทำให้มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ
7. มีปัญหาทางสายตา การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานเกินไป หรือการทำงานที่ใช้สายตาในการงาน อาจจะพบปัญหาทางสายตา อาทิเช่น ตาแห้ง มองภาพเบลอ ภาพซ้อน ค่าสายตาเปลี่ยน การปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลทำให้ดวงตาเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร
Cr. โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ทำงาน #ทำงานวนไป #ทำงานหนัก
โรคที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานหนัก
1. อาการปวดหัวข้างเดียว หรือไมเกรน ไมเกรน อาจเกิดขึ้นได้จากความเครียดสะสม อารมณ์ที่ไม่คงที่ ความวิตกกังวล และความตื่นเต้นที่พบในชีวิตประจำวัน รวมถึงการโหมทำงานอย่างหนัก ทำให้ส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนของร่างกายที่ไม่เพียงพอ นอกจากนั้นยังทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า อีกด้วย ไมเกรน จะมีอาการปวดหัวข้างเดียวและปวดมากในบางครั้ง มีลักษณะการปวดแบบตุ้บ ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยในบางครั้ง
2. ออฟฟิศซินโดรม ออฟฟิศซินโดรม เป็นโรคที่พบได้บ่อยสำหรับผู้ที่ทำงานสำนักงาน เกิดขึ้นได้จากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เป็นลักษณะของการนั่งทำงานในท่าเดียว ทำให้กล้ามเนื้อมีอาการตึงและสามารถอักเสบได้ อาการเบื้องต้นจะพบอาการปวดที่ บ่า ไหล่ และต้นคอ เป็นต้น
3. ภาวะเครียดลงกระเพาะ เมื่อร่างกายเกิดความเครียด สมองจะทำการกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ เมื่อน้ำย่อยอาหารมีมากกว่าที่ร่างกายต้องการจะทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร เมื่อสะสมบ่อยครั้ง อาจทำให้เกิดเป็นโรคกระเพาะได้ในที่สุด
4. โรคหัวใจ การทำงานอย่างหนักอาจเป็นหนึ่งสาเหตุที่ใครหลายคนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่เน้นความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นอาหารที่มีไขมันสูง หรือการรับประทานอาหารตามความชอบที่มีรสชาติจัดจ้าน ประกอบกับการพักผ่อนน้อย อาจส่งผลให้เป็นโรคหัวใจเกิดขึ้นในวัยทำงานได้
5. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ สาเหตุเกิดจากการกลั้นปัสสาวะบ่อยครั้ง การดื่มน้ำน้อย หรือการเลือกดื่มน้ำชนิดอื่นๆ แทนการรับประทานน้ำเปล่า พฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลให้ทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้
6. น้ำหนักเกินเกณฑ์ การรับประทานอาหารตามใจ โดยเน้นความสะดวกรวดเร็ว ประกอบกับการนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานโดยที่ไม่ได้ขยับร่างกาย อาจทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง หรือไม่ทันกับสิ่งที่รับประทานเข้าไป จนทำให้มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกินเกณฑ์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ
7. มีปัญหาทางสายตา การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานเกินไป หรือการทำงานที่ใช้สายตาในการงาน อาจจะพบปัญหาทางสายตา อาทิเช่น ตาแห้ง มองภาพเบลอ ภาพซ้อน ค่าสายตาเปลี่ยน การปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลทำให้ดวงตาเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร
Cr. โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ทำงาน #ทำงานวนไป #ทำงานหนัก
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, June 12th, 2026 at 11:22am
โรคหัวใจมีกี่ชนิด? อาการแบบนี้ เสี่ยงชนิดไหน!
โรคหัวใจ หรือ Heart Disease หมายถึง โรคต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ โดยความผิดปกติที่เกิดขึ้นในส่วนของหัวใจที่ต่างกัน ทำให้โรคหัวใจมีอาการต่างกันไปในแต่ละชนิดดังนี้
1. โรคหลอดเลือดหัวใจ เจ็บหรือแน่นหน้าอก ร้าวไปตามกราม แขน ลำคอ เหนื่อย อ่อนเพลีย หรือหมดสติได้
2. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจอาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าผิดปกติ ใจสั่น เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรือคล้ายจะเป็นลม
3. โรคกล้ามเนื้อหัวใจ เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม มักมีอาการมากขึ้นเมื่อต้องออกแรงหนัก ๆ บวมตามแขน ขา นอนราบไม่ได้ และตื่นขึ้นมาไอในเวลากลางคืน
4. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นโรคที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อทารกอยู่ในครรภ์มารดาทารกมีอาการเหนื่อยขณะให้นม เลี้ยงไม่โต
5. โรคลิ้นหัวใจ หากมีความผิดปกติของลิ้นหัวใจมาก จะมีอาการเหนื่อยง่าย และเกิดภาวะหัวใจวายหรือน้ำท่วมปอดได้
6. โรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ เป็นไข้เรื้อรัง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หัวใจเต้นผิดปกติ หายใจหอบเหนื่อย ไอเรื้อรังแห้ง ๆ ขาหรือช่องท้องบวม รวมถึงมีผื่นหรือจุดขึ้นตามผิวหนัง
หากท่านมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยภาวะหัวใจโต และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
Cr. โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพฯ
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #โรคหัวใจ #โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคหัวใจ หรือ Heart Disease หมายถึง โรคต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ โดยความผิดปกติที่เกิดขึ้นในส่วนของหัวใจที่ต่างกัน ทำให้โรคหัวใจมีอาการต่างกันไปในแต่ละชนิดดังนี้
1. โรคหลอดเลือดหัวใจ เจ็บหรือแน่นหน้าอก ร้าวไปตามกราม แขน ลำคอ เหนื่อย อ่อนเพลีย หรือหมดสติได้
2. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจอาจเต้นเร็วหรือช้ากว่าผิดปกติ ใจสั่น เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรือคล้ายจะเป็นลม
3. โรคกล้ามเนื้อหัวใจ เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม มักมีอาการมากขึ้นเมื่อต้องออกแรงหนัก ๆ บวมตามแขน ขา นอนราบไม่ได้ และตื่นขึ้นมาไอในเวลากลางคืน
4. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นโรคที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อทารกอยู่ในครรภ์มารดาทารกมีอาการเหนื่อยขณะให้นม เลี้ยงไม่โต
5. โรคลิ้นหัวใจ หากมีความผิดปกติของลิ้นหัวใจมาก จะมีอาการเหนื่อยง่าย และเกิดภาวะหัวใจวายหรือน้ำท่วมปอดได้
6. โรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ เป็นไข้เรื้อรัง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หัวใจเต้นผิดปกติ หายใจหอบเหนื่อย ไอเรื้อรังแห้ง ๆ ขาหรือช่องท้องบวม รวมถึงมีผื่นหรือจุดขึ้นตามผิวหนัง
หากท่านมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยภาวะหัวใจโต และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
Cr. โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพฯ
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #โรคหัวใจ #โรคหัวใจและหลอดเลือด







