รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, August 30th, 2025 at 8:46am
วิธีปั่นจักรยานให้ได้ผลในการลดพุง!
การ ปั่นจักรยาน เพื่อลดพุงให้ได้ผลนั้น ไม่ใช่แค่การปั่นไปเรื่อยๆ แต่ต้องมีกลยุทธ์และเทคนิคที่เหมาะสม ต่อไปนี้คือวิธีการ ปั่นจักรยาน ที่จะช่วยให้คุณลดพุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ:

1. เริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป: หากคุณเป็นมือใหม่ ให้เริ่มต้นด้วยการ ปั่นจักรยาน 15-20 นาทีต่อวัน 3-4 วันต่อสัปดาห์ แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาและความถี่
2. ปั่นให้หนักพอ: เพื่อให้ได้ผลในการลดพุง คุณควร ปั่นจักรยาน ที่ความเข้มข้นปานกลางถึงสูง โดยให้หัวใจเต้นอยู่ที่ 70-85% ของอัตราการเต้นสูงสุด
3. ทำการปั่นแบบอินเตอร์วาล: สลับระหว่างการ ปั่นจักรยาน เร็วและช้า เช่น ปั่นเร็ว 1 นาที สลับกับปั่นช้า 2 นาที ทำซ้ำ 10 รอบ วิธีนี้จะช่วยเร่งการเผาผลาญและเพิ่มความทนทาน
4. ปั่นในที่ขึ้นเขา: การ ปั่นจักรยาน ขึ้นเขาหรือปรับความต้านทานให้สูงขึ้นจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญและสร้างกล้ามเนื้อได้มากขึ้น
5. ปั่นอย่างสม่ำเสมอ: ความสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญในการลดพุง พยายาม ปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์สำหรับการออกกำลังกายระดับปานกลาง หรือ 75 นาทีสำหรับการออกกำลังกายระดับหนัก
6. ผสมผสานกับการฝึกความแข็งแรง: นอกจากการ ปั่นจักรยาน ให้เพิ่มการฝึกความแข็งแรงเข้าไปในตารางการออกกำลังกายของคุณ เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและเร่งการเผาผลาญ

Cr. homefittools

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, August 28th, 2025 at 9:49am
“ใจสั่น” เกิดจากอะไร? แบบไหนควรหาหมอ

อาการใจสั่นเป็นอย่างไร?

“ใจสั่น” มักเป็นอาการที่มีความรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นเร็วหรือแรงเกินไป อาจเต้นช้า เต้นจังหวะไม่สม่ำเสมอ หรือช้าสลับเร็ว ซึ่งหากมีอาการไม่บ่อยและเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ไม่มีอาการเวียนหัว หน้ามืด หรือเป็นลมอาจไม่น่ากังวลมากนัก แต่หากมีประวัติเป็นโรคหัวใจ หรืออาการใจสั่นเกิดขึ้นบ่อยหรือใจสั่นครั้งละนาน ๆ และมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยควรรีบปรึกษาแพทย์ แต่อย่างไรก็ตาม หากรู้สึกเหมือนมีอาการใจสั่นก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมต่อไป

ใจสั่นเกิดจากอะไรได้บ้าง?

“ใจสั่น” เป็นอาการที่สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

– ภาวะทางอารมณ์ โรคแพนิค ความเครียด วิตกกังวล ตื่นเต้นตกใจ
– การออกกำลังกายอย่างหนัก
– สารกระตุ้นบางอย่าง เช่น คาเฟอีน นิโคติน โคเคน แอมเฟตามีน ยาลดน้ำหนัก ยาแก้หวัดและยาแก้ไอที่มีซูโดอีเฟดรีน (pseudoephedrine) ยาขับปัสสาวะ ยาขยายหลอดเลือด
– การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามรอบเดือนในผู้หญิง การตั้งครรภ์ หรือภาวะพร่องฮอร์โมนในหญิงในวัยหมดประจำเดือน
– โรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (hyperthyroidism)
– มีไข้ ติดเชื้อ
– ระดับน้ำตาล โพแทสเซียม หรือออกซิเจนในเลือดต่ำ
– ภาวะโลหิตจาง ภาวะขาดสารน้ำ
– ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) ซึ่งหัวใจเต้นผิดจังหวะมีหลายชนิด มีความรุนแรงแตกต่างกันออกไป

และเนื่องจากอาการใจสั่นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางอายุรกรรมหรือแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกต้อง

ใจสั่นแบบไหนควรปรึกษาแพทย์?

ใจสั่นเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และสามารถเกิดได้ทั้งในขณะพัก ขณะทำกิจวัตรประจำวัน ออกกำลังกาย หรือทำงาน ส่วนใหญ่มักไม่อันตราย แต่อาการใจสั่นที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจควรได้รับการวินิจฉัยและรักษา ได้แก่

– โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias)
– โรคหัวใจที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiomyopathy)
– โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (congenital heart disease)
– โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (heart attack)
– ภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure)
– โรคลิ้นหัวใจ (valve heart disease)

อาการใจสั่นเป็นอาการที่สามารถเกิดได้จากหลาย ๆ สาเหตุซึ่งต้องมีวิธีการตรวจที่เฉพาะ เพื่อบอกชนิด ระยะเวลา และความรุนแรงของอาการใจสั่นนั้น ดังนั้นหากสงสัยหรือมีอาการใจสั่น ควรปรึกษาแพทย์

Cr. โรงพยาบาลพระรามเก้า

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, August 27th, 2025 at 8:14am
5 วิธีรับมือสุขภาพ เมื่อเสพข่าวเครียด ๆ !

ภาวะความเครียดจากสถานการณ์ หรือที่เรียกว่า Political Stress Syndrome (PSS) ซึ่งแม้จะมิใช่โรคทางจิตเวชโดยตรง แต่เป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์และจิตใจที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด หรือมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน จนทำให้เกิดอาการทั้งทางร่างกาย จิตใจ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ลักษณะสำคัญ 3 ด้าน คือ
1.อาการทางร่างกาย ได้แก่ อาการปวดตึงบริเวณขมับหรือต้นคอ หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น นอนไม่หลับ หรือมีอาการแน่นท้อง
2.อาการทางจิตใจ เช่น ความหงุดหงิดง่าย โกรธ ฉุนเฉียว เบื่อหน่าย ฟุ้งซ่าน หรือหมกมุ่นกับข้อมูลทางการเมืองจนเกิดความเครียด และ
3.ปัญหาทางพฤติกรรม เช่น การโต้แย้งหรือโต้เถียงโดยใช้อารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัว หรืออาจถึงขั้นใช้ความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์

ในสื่อสังคมออนไลน์หากขาดการยั้งคิดและเต็มไปด้วยถ้อยคำรุนแรง อาจก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างกับบุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่
1.ผู้พูดหรือผู้ส่งสาร หากใช้อารมณ์มากกว่าสติ อาจใช้ถ้อยคำหมิ่นประมาทหรือยั่วยุโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม
2.ผู้ฟังหรือผู้รับสาร หากได้รับข้อมูลที่รุนแรงอาจรู้สึกไม่พอใจ เครียด หรือวิตกกังวลจนกระทบสุขภาพจิต และ
3.ผู้คนในสังคม หากการสื่อสารในวงกว้างขาดความระมัดระวังและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ก็อาจทำให้เกิดบรรยากาศของความตึงเครียดและรู้สึกว่าสังคมไม่น่าอยู่

กรมสุขภาพจิตแนะนำให้ใช้ 5 วิธีดูแลใจ ได้แก่
1.รู้เท่าทันอารมณ์ขณะเสพข่าว
2.จำกัดเวลาในการติดตามข่าวสาร
3.ทำกิจวัตรประจำวันให้สมดุล ไม่ละเลยหน้าที่
4.เคารพความคิดเห็นที่หลากหลายโดยเปิดใจรับฟัง และ
5.ให้เวลากับการพักผ่อนและผ่อนคลายความเครียด เช่น นอนให้พอออกกำลังกาย ทำสมาธิ หรือฝึกหายใจคลายเครียด

ทั้งนี้ หากพบว่าอาการเครียดมีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตหรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น ขอให้รีบขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ณ สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

Cr. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, August 25th, 2025 at 9:27pm
นอนไม่หลับเพราะ ร่างกายขาดวิตามิน มันจริงไหม?

การขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดสามารถส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับได้ ร่างกายของเราต้องการสารอาหารที่สมดุลเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ อย่างเหมาะสม รวมถึงการควบคุมวงจรการนอนหลับ

วิตามินและแร่ธาตุอาจเชื่อมโยงกับปัญหาการนอนหลับ เช่น การหลับยากและคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี เช่นเดียวกัน แมกนีเซียมมีบทบาทในการควบคุมการผลิตเมลาโทนิน, ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมวงจรการนอนหลับ การขาดแมกนีเซียมอาจนำไปสู่การนอนไม่หลับและความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การขาดเหล็กอาจส่งผลให้เกิดอาการ restless legs syndrome (RLS), ซึ่งทำให้รู้สึกไม่สบายตัวในขณะที่พักผ่อน จึงรบกวนการนอนหลับ การรับประทานอาหารที่สมดุลและอาจรวมถึงการเสริมสารอาหารหากจำเป็น สามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมได้

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าขาดวิตามินหรือไม่?

การขาดวิตามินและแร่ธาตุสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับได้อย่างเช่น วิตามิน D, แมกนีเซียม, และเหล็ก เป็นตัวอย่างของสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการนอนหลับที่ดี การขาดVitmin D, ซึ่งมักได้รับจากแสงแดดและสารอาหารบางชนิดของอาหาร

วิธีที่ดีที่สุดคือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อดูว่าการขาดวิตามินมีส่วนทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับหรือไม่ และเพื่อพิจารณาทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้การรักษาสมดุลอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุยังช่วยให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น รวมถึงคุณภาพการนอนหลับด้วย

Cr. โรงพยาบาลบีเอ็นเอช

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSunday, August 24th, 2025 at 6:03pm
เครื่องดื่มชูกำลังส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร?

เครื่องดื่มชูกำลังประกอบด้วยคาเฟอีน น้ำตาล และสารกระตุ้นอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย โดยผลจากการบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

ผลดีต่อสุขภาพ

– กระตุ้นการทำงานของสมอง ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าเครื่องดื่มชูกำลังช่วยฟื้นฟูร่างกายจากอาการอ่อนล้า รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในด้านต่าง ๆ เช่น ความจำ สมาธิ และการตอบสนองต่อกิจกรรมต่าง ๆ
– เพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย งานวิจัยที่ศึกษาสรรพคุณของเครื่องดื่มชูกำลังพบว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังมีสมรรถภาพในการทำงานมากขึ้น รวมทั้งไม่ทำให้รู้สึกง่วงนอน อย่างไรก็ตาม หลายคนมักมีปัญหาด้านการนอนหลับเมื่อถึงเวลาต้องพักผ่อน

ผลเสียต่อสุขภาพ

– ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจ ผู้ที่ได้รับคาเฟอีนมากเกินไปอาจเสี่ยงเกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง ใจสั่น โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเหล่านี้อยู่แล้ว อีกทั้งอาจเป็นอันตรายต่อพัฒนาการด้านระบบหัวใจและระบบประสาทของเด็ก
– มีปัญหาการนอนหลับ เนื่องจากคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว จึงอาจส่งผลให้นอนหลับยากและพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ
– ส่งผลต่อโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เนื่องจากเครื่องดื่มชูกำลังประกอบด้วยน้ำตาลปริมาณมาก
– เมาช้า การผสมเครื่องดื่มชูกำลังกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้เมาช้าและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น เนื่องจากคาเฟอีนทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งหากร่างกายได้รับแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจเสี่ยงได้รับบาดเจ็บหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายได้
– น้ำหนักขึ้น เครื่องดื่มชูกำลังผสมน้ำตาลในปริมาณมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับพลังงานสูง มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และยังอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพช่องปาก เช่น ฟันผุ เป็นต้น
– เกิดผลข้างเคียงเมื่อหยุดดื่ม การหยุดดื่มหรือพยายามเลิกดื่มเครื่องดื่มชูมักส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะ รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ และอารมณ์เสียง่าย อันเป็นผลข้างเคียงจากการถอนคาเฟอีน
– เสี่ยงแท้ง สตรีมีครรภ์ที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังหรือได้รับคาเฟอีนเกินวันละ 200 มิลลิกรัม อาจเสี่ยงแท้งบุตรได้สูง ทั้งยังส่งผลต่อการนอนหลับของตนเองและทารกในครรภ์ได้

วิธีเพิ่มพลังโดยไม่ต้องใช้เครื่องดื่มชูกำลังมีอะไรบ้าง

การบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังในปริมาณพอเหมาะนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายวิธีที่ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายอย่างได้ผลและปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่า ดังนี้

– ดื่มน้ำเปล่าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย โดยดื่มน้ำ 1 แก้วเมื่อตื่นนอน ขณะรับประทานอาหาร และในช่วงก่อนและระหว่างออกกำลัง รวมทั้งหลังจากออกกำลังกาย
– ออกกำลังกาย เคลื่อนไหว หรือทำกิจกรรมที่ได้ขยับร่างกายอยู่เสมอ เพื่อให้รู้สึกสดชื่นและมีแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา
– รับประทานโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรต เช่น นมช็อกโกแลต ผลไม้ ไข่ต้ม เนยถั่ว เป็นต้น เนื่องจากโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตนั้นให้พลังงานและสร้างกล้ามเนื้อ
– รับประทานผักผลไม้สด ถั่ว และโยเกิร์ต เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ หรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานวิตามินเสริมในกรณีที่รู้สึกไม่มีแรง

Cr. page พบแพทย์

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, August 23rd, 2025 at 7:13am
สรุปแล้ว การแปรงฟันเช้าเย็น ควรใช้เวลาครั้งละเท่าไหร่ดี?

การแปรงฟันอย่างถูกวิธี ควรใช้เวลา 2 – 3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง และควรใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

– การแปรงฟันให้ถูกวิธีดีอย่างไร?
ขั้นตอนการแปรงฟัน
การแปรงฟันให้ถูกวิธี คือ การแปรงให้ทั่วทุกซี่ทั้งปากทุกด้าน ทั้งด้านใน และด้านนอก โดยใช้แปรงสีฟันขนาดเล็ก ขนแปรงอ่อนนุ่ม เพราะแปรงสีฟันขนาดเล็กจะสามารถเข้าไปตามซอกฟัน ซึ่งเป็นที่สะสมของเศษอาหารได้อย่างทั่วถึง รวมไปถึงการเลือกยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ที่ช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคฟันผุ

– การแปรงฟันด้านในคือ ด้านที่ติดกับเพดานปากของฟันบน และด้านที่ติดกับลิ้นของฟันล่าง
– การแปรงฟันด้านนอกคือ ด้านที่ติดกับกระพุ้งแก้ม และริมฝีปาก รวมไปถึงด้านบดเคี้ยว

– แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
เราควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังตื่นนอนตอนเช้า และก่อนนอน เพราะระหว่างที่เรานอนเป็นช่วงที่เชื้อโรคหรือแบคทีเรียเจริญเติบโตมากที่สุด ถ้าหากมีเศษอาหาร หรือคราบน้ำตาลอยู่จะเป็นแหล่งเพาะเชื้อได้อย่างดี และที่สำคัญทำให้มีกลิ่นปากในตอนเช้า นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุทำให้ฟันผุ เพราะฉะนั้นเราควรแปรงฟันหลังรับประทานอาหาร เพื่อช่วยลดปัญหากลิ่นปาก และเสริมบุคลิกภาพให้มีความมั่นใจอยู่เสมอ

– การใช้ไหมขัดฟัน และการแปรงลิ้น
ทำไมต้องใช้ “ไหมขัดฟัน”
การแปรงฟันให้ถูกวิธีไม่ใช่เพียงแค่การทำความสะอาดฟันเท่านั้น นอกจากฟันแล้วเรายังมีอวัยวะในช่องปากที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ลิ้น นั่นเอง หากเราไม่ทำความสะอาดก็จะมีคราบอาหารเกาะอยู่บริเวณลิ้น คราบที่เกาะตามลิ้นยังเป็นอาหารของแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดคราบขาวที่ลิ้น เป็นแหล่งเพาะเชื้อเข้าสู่ร่างกายของเรา นอกเหนือจากการทำความสะอาดลิ้นแล้ว เราควรใช้ไหมขัดฟันเป็นตัวช่วยทำความสะอาดซอกฟันที่อาจมีคราบ หรือเศษอาหารเกาะอยู่ในจุดที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง

– เราควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 – 4 เดือน ไม่ว่าจะใช้แปรงสีฟันประเภทไหนย่อมเกิดการสึกหรอไปตามระยะเวลาการใช้งาน อายุการใช้งานเฉลี่ยของแปรงสีฟันที่ใช้งานเป็นประจำจะอยู่ที่ประมาณ 3 – 4 เดือน หมั่นสังเกตลักษณะแปรงสีฟันอย่างสม่ำเสมอ เพราะการใช้งานแปรงสีฟันที่เสื่อมสภาพอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง

Cr. ศูนย์ทันตกรรม บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล เดนทัล เซ็นเตอร์
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว