รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, April 3rd, 2026 at 11:19am
ใช้ “หม้อหุงข้าว” แบบไหน “บ่มมะเร็ง” โดยไม่รู้ตัว!

ถ้าเราใช้งานแบบผิดๆ โดยไม่ใส่ใจ อาจกลายเป็นการสะสมสารอันตรายเข้าร่างกายในระยะยาวได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ ลองมาดูกันครับว่าเราเผลอทำข้อไหนอยู่บ้าง?

1. ใช้หม้อในที่สารเคลือบลอก หรือเป็นรอยขีดข่วน 🍳
เมื่อสารเคลือบกันติด (Teflon) หลุดลอก สารพิษและไมโครพลาสติกอาจปนเปื้อนลงในข้าวที่เรากิน เมื่อสะสมไปนานๆ อาจส่งผลกระทบต่อตับ ระบบฮอร์โมน และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้ครับ
ทางแก้: ถ้าหม้อเป็นรอยเยอะ ควรเปลี่ยนทันทีครับ!

2. ทิ้งข้าวสุกคาหม้อไว้นานเกินไป 🍚🦠
การทิ้งข้าวไว้ในหม้อที่อุณหภูมิห้องนานๆ เป็นการเปิดโอกาสให้แบคทีเรีย Bacillus cereus เติบโต ซึ่งเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษ การติดเชื้อในลำไส้เรื้อรังอาจนำไปสู่ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคตครับ
ทางแก้: ข้าวสุกแล้วควรตักใส่ภาชนะอื่นเก็บเข้าตู้เย็นครับ

3. ไม่ล้างหม้อ หรือล้างไม่สะอาดทุกซอกทุกมุม 🧼
คราบอาหารและไอน้ำที่เกาะตามฝาหม้อ หรือรูระบายไอน้ำ คือแหล่งเพาะเชื้อราชั้นดี โดยเฉพาะเชื้อราที่สร้างสารพิษ “อะฟลาท็อกซิน” (Aflatoxin) ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนแล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็งตับที่ร้ายแรงมากครับ!
ทางแก้: ถอดชิ้นส่วนออกมาล้างให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้งานครับ

4. ใช้ทัพพีโลหะ หรือของมีคมตักข้าว 🥄
การใช้ช้อนหรือทัพพีที่เป็นโลหะขูดกับหม้อโดยตรง คือสาเหตุหลักที่ทำให้สารเคลือบหลุดลอกเร็วขึ้น (กลับไปที่ความเสี่ยงข้อ 1) และยังเสี่ยงให้โลหะอะลูมิเนียมที่อยู่ชั้นในปนเปื้อนกับข้าวได้ครับ
ทางแก้: ใช้ทัพพีพลาสติกทนความร้อนหรือทัพพีไม้เท่านั้นครับ

5. ใช้หม้ออะลูมิเนียมเปลือย ต้มอาหารรสเปรี้ยว 🍲🍋
หม้อหุงข้าวราคาถูกบางรุ่นที่ไม่มีสารเคลือบ เมื่อนำไปทำอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ต้มยำ หรือแกงส้ม กรดจะไปกัดกร่อนผิวอะลูมิเนียมให้ละลายปนมากับอาหาร เสี่ยงสะสมในร่างกายและกระทบระบบประสาทได้ครับ
ทางแก้: ใช้หม้อหุงข้าวสำหรับหุงข้าวเป็นหลัก หรือเลือกหม้อที่เคลือบสแตนเลสครับ

6. ใช้ทำอาหารผิดประเภท เช่น ทอด หรือผัดน้ำมันเยอะ 🔥
หม้อหุงข้าวไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับความร้อนสูงจากการทอดหรือผัด การทำแบบนั้นอาจทำให้สารเคลือบเสื่อมสภาพและปล่อยสารอันตรายออกมา นอกจากนี้ อาหารมันๆ หรือรสจัดอาจทำปฏิกิริยากับผิวเคลือบ ก่อให้เกิดสารพิษได้
ทางแก้: แยกประเภทภาชนะให้ชัดเจน หม้อหุงข้าวใช้หุง-ต้ม-ตุ๋นจะปลอดภัยที่สุดครับ

แค่ปรับเปลี่ยนนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ในการใช้งาน ก็ช่วยลดความเสี่ยงให้เราและคนที่เรารักได้แล้วนะครับ ด้วยความห่วงใยครับ ❤️

Cr. ฮักเด็กคลินิกเชียงของ รักษาโรคเด็ก กระดูกและข้อ

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #หม้อหุงข้าว #มะเร็ง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, April 2nd, 2026 at 8:24am
ทำความรู้จักอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ++

อาการจมูกไม่ได้รับกลิ่นเกิดจากการสูญเสียการรับกลิ่นแบบปลายประสาทเสื่อมหรือการอุดต้นของช่องจมูกบริเวณรับกลิ่นในโพรงจมูก ดังนั้น การที่จมูกไม่ได้กลิ่นจึงไม่ได้เกิดจากโรคโควิด-19 เพียงโรคเดียว

สาเหตุที่ทำให้จมูกไม่ได้กลิ่น

1. การอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูกโพรงไซนัส
2. ปลายประสาทอักเสบโดยเฉพาะอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ ส่งผลให้การรับกลิ่นมีความผิดปกติ
3. การสูดดมสารเคมีบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น สารฟอร์มาลีน อาจทำให้ปลายประสาทบางส่วนอักเสบ ส่งผลให้ความสามารถในการรับกลิ่นลดลงหรือสูญเสียไป
4. อายุที่เพิ่มขึ้น หรือโรคทางสมองบางชนิด เช่น โรคพาร์กินสันโรคอัลไซเมอร์ อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของการรับกลิ่นลดลง
5. ความผิดปกติแต่กำเนิดผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีปลายประสาทรับกลิ่นหรือมีความผิดปกติที่ปลายประสาทรับกลิ่นแต่กำเนิด
6. การติดเชื้อโดยเฉพาะเชื้อไวรัสส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการรับกลิ่น

คำแนะนำจากแพทย์
– หากมีอาการจมูกไม่ได้กลิ่นควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากมีทั้งสาเหตุที่รักษาได้และสาเหตุที่รักษาไม่ได้ ควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย รวมถึงป้องกันอุบัติเหตุที่จะกระทบกระเทือนศีรษะ

ข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2564
ที่มา : ผศ. นพ.เจษฎา กาญจนอัมพร

Cr. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #จมูก #จมูกไม่ได้กลิ่น
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, April 1st, 2026 at 11:05am
คำถาม – คำตอบ ปวดหลังแบบไหนอันตราย?

1. อาการปวดหลังเกิดจากอะไร?

สาเหตุของอาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การบาดเจ็บจากการใช้งาน เล่นกีฬาหรือใช้งานในท่าทางที่ผิดสุขลักษณะ ความเสื่อมเนื่องจากวัย อุบัติเหตุ การติดเชื้อ หรือมะเร็งแพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง ทั้งนี้สามารถเกิดขึ้นกับโครงสร้างของกระดูกสันหลังได้หลายส่วน เช่น ข้อกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็น นอกจากนี้ยังมีสาเหตุนอกกระดูกสันหลังที่ทำให้มีอาการปวดหลังได้ เช่น โรคเส้นเลือดโป่งพองในช่องท้อง ตับอ่อนอักเสบ กรวยไตอักเสบ เป็นต้น

2. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง คือ การใช้งานในท่าทาง และปริมาณไม่เหมาะสมกับความแข็งแรงของโครงสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื่อง เรื้อรัง นอกจากนี้ความเสื่อมของข้อต่อจากวัย การมีโครงสร้างผิดรูปทั้งหลังค่อมและคด ก็อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังได้เช่นกัน

3. อาการปวดหลังสามารถเกิดในวัยอื่นได้ไหม เช่น เด็ก หรือวัยรุ่น?

ในเด็กจะพบอาการปวดหลังได้น้อยกว่าผู้ใหญ่วัยทำงาน ส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ ออกกำลังกายและเล่นกีฬา อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดหลังต่อเนื่องเรื้อรังโดยเฉพาะที่ไม่ตอบสนองต่อการพัก หรือยาแก้ปวดเบื้องต้น แนะนำให้ผู้ปกครองนำผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อประเมิน เนื่องจากอาจพบสาเหตุอื่นของการปวดหลังในเด็ก เช่น กระดูกสันหลังบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือเนื้องอกกระดูกสันหลังบางชนิด

4. เราจะมีวิธีการตรวจวินิจฉัยอาการปวดหลังได้อย่างไรบ้าง?

วิธีการตรวจวินิจฉัยอาการปวดหลังมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่
– แพทย์ทำการซักประวัติเพื่อค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำแหน่งที่ปวด ความรุนแรง ลักษณะการปวด ปัจจัยที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง โรคประจำตัว อาการร่วม การรักษาก่อนหน้านี้และผลการรักษา เป็นต้น
– แพทย์ทำการตรวจร่างกายเพื่อประเมินตำแหน่งและสาเหตุของการปวด รวมถึงการตรวจทางระบบประสาทที่เกี่ยวข้อง
– แพทย์ทำการส่งตรวจทางรังสีวิทยา เช่น เอกเรย์กระดูกสันหลัง เอกเรย์คอมพิวเตอร์หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระดูกสันหลัง
– ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่ไม่สามารถหาตำแหน่งของการปวดที่ชัดเจนได้ อาจพิจารณาส่งตัวเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระงับปวดทำการฉีดยาชาเพื่อประเมินตำแหน่งอาการปวดให้ละเอียดมากขึ้น

5.แนวทางการรักษาอาการปวดหลังมีกี่วิธี?

การรักษาแบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ ได้แก่ การรักษาโดยการไม่ผ่าตัดหรืออนุรักษ์นิยมประกอบไปด้วย เช่น การใช้ยารับประทานหรือทานวดเพื่อลดอาการปวด การทำกายภาพบำบัด การใช้ที่พยุงหลัง รวมถึง การออกกำลังกายเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง ร่วมกับการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน ต่อมาจะเป็นวิธีการรักษาด้วยหัตถการระงับปวด เช่น การฉีดยาลดการอักเสบหรือ steroid เฉพาะที่ เข้าไปในบริเวณที่มีการอักเสบเรื้อรังหรือรอบเส้นประสาทที่มีการกดทับอักเสบ นอกจากนี้ยังมีการใช้ลวดคลื่นความถี่สูง (Radio Frequent abrasion, RFA) จี้ไปบริเวณเส้นประสาทที่เลี้ยงข้อต่อที่มีอาการอักเสบเพื่อลดอาการปวด และวิธีสุดท้ายคือการผ่าตัดเพื่อลดการกดทับเส้นประสาท ซึ่งอาจทำร่วมกับการเชื่อมกระดูกสันหลัง และใส่โลหะดามยึด ในกรณีที่อาการปวดไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น

6. ปวดหลังแบบไหนถึงจำเป็นต้องผ่าตัด?

ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัด ได้แก่ ผู้ป่วยยังมีอาการปวดหลังไม่ลดลงหรือมีแนวโน้มเพิ่มขื้นแม้ว่าจะได้รับการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์นิยมอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน หรือผู้ป่วยมีอาการทางระบบประสาทที่เกิดจากการกดทับ เช่น ปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาท ชา อ่อนแรง หรือกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่อยู่

7. การผ่าตัดมีกี่วิธี?

วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดกระดูกสันหลังมี 3 ข้อ ได้แก่ การกำจัดโครงสร้างที่กดทับเส้นประสาทออกเพื่อลดอาการและส่งเสริมให้เกิดการฟื้นตัวของการทำงานของระบบประสาท การเชื่อมยึดปล้องกระดูกสันหลังเพื่อแก้ไขความไม่มั่นคงทำให้กระดูกสันหลังอยู่นิ่งซึ่งอาจมีการใส่โลหะดามยึดร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ และแก้ไขความผิดรูป (หลังโก่งค่อม หลังคด) เพื่อให้แนวกระดูกสันหลังกลับมาอยู่ในสมดุล ทั้งนี้ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีชนิดและจำนวนปัญหาที่ต้องการผ่าตัดแก้ไขแตกต่างกัน ทำให้การผ่าตัดกระดูกสันหลังจึงมีหลายวิธีขึ้นกับวัตถุประสงค์ ซึ่งอาจแบ่งออกได้ดังนี้

– การผ่าตัดลดการกดทับเพียงอย่างเดียว และ/หรือเชื่อมยึดกระดูกสันหลังร่วมด้วย
– การผ่าตัดแบบปกติ หรือการผ่าตัดแผลเล็กโดยใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น กล้องจุลทรรศน์ กล้องส่องผ่าตัดกระดูกสันหลังชนิดท่อเล็ก การผ่าตัดใส่โลหะยึดโดยวิธีเจาะผ่านผิวหนัง เป็นต้น
ทั้งนี้ชนิดของการผ่าตัด ขนาดและตำแหน่งของแผลผ่าตัด ขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ ตำแหน่งของการกดทับ จำนวนปล้องของการกดทับ วิธีการและจำนวนปล้องของเชื่อมยึดกระดูกสันหลังรวมถึงเทคนิคการใส่โลหะดามยึด โดยศัลยแพทย์และผู้ป่วยจะร่วมหารือเพื่อตัดสินใจร่วมกันก่อนการผ่าตัด

8. หลังจากผ่าตัดต้องใช้เวลาพักฟื้นที่ รพ.นานไหม?

ระยะเวลาการพักฟื้นที่โรงพยาบาลหลังการผ่าตัดอยู่ระหว่าง 2-7 วัน ขึ้นกับโรค ลักษณะวิธีการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด และความสามารถในการฟื้นตัวของผู้ป่วย

9. เราจะมีวิธีป้องกันอาการปวดหลังได้อย่างไร?

วิธีป้องกันอาการปวดหลังมีดังนี้ เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อหลังที่ถูกต้องและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อหลัง เช่น การยกของหนัก และงดสูบบุหรี่ เนื่องจากพบว่าบุหรี่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้อย่างรวดเร็ว

10. ปวดหลังแบบไหนที่อันตราย?

ลักษณะของอาการร่วมกับปวดหลังที่อาจสัมพันธ์กับสาเหตุการปวดที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อ เนื้องอก หรือการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมได้แก่

– อาการปวดชาร้าวลงขา หรือร่วมกับอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา
– ชารอบทวารหนัก กลั้นอุจจาระปัสสาวะได้ลดลง เมื่อไอจามมีปัสสาวะเล็ด
– อาการปวดหลังรุนแรงไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้นจากยาและกายภาพบำบัด
– ปวดหลังรุนแรงจนต้องตื่นเมื่อหลับสนิท
– อาการปวดหลังไม่ทุเลาแม้ว่าจะนอนพักนิ่ง ๆ แล้วก็ตาม
– น้ำหนักลดลง มีไข้
– มีประวัติโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางชนิดเช่น ยากดภูมิคุ้มกัน ยาเสตียรอยด์เป็นเวลานาน
– มีความผิดรูปของกระดูกสันหลัง เช่น หลังค่อมหรือคดมากขึ้น

Cr. โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ปวดหลัง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าTuesday, March 31st, 2026 at 9:31am
4พฤติกรรม อย่าหาทำเด็ดขาด เสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก

“หมอเจด” นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เตือนถึงอันตรายจากเส้นเลือดสมองแตกที่เกิดขึ้นในคนอายุน้อย พร้อมแนะนำการปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกัน โดยได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “หมอเจด” ระบุว่า

ช่วงนี้เราคงเคยได้ยินข่าวคนอายุน้อยที่เส้นเลือดสมองแตกมากขึ้น ในบางคนก็อาจจะมีเรื่องของการพิการ และก็มีหลายคนที่เสียชีวิตนะครับ แล้วมันไม่ใช่แค่ปัญหาของคนแก่เท่านั้นนะครับ เพราะในคนวัยทำงาน วัยเรียน ที่ใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ นอนน้อย เครียดสะสม ก็มีโอกาสเจอปัญหานี้ได้เหมือนกัน

ซึ่งบางคนก็ถามว่ามีวิธีป้องกันไหม ก็เริ่มจากปรับพฤติกรรมเลยครับ บางอย่างที่เราทำทุกวัน มันอาจจะดูปกติ แต่จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นภัยเงียบที่ค่อย ๆ ทำให้เส้นเลือดเราแย่ลงเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งอาจเกิดปัญหาใหญ่ได้ มาดูกันดีกว่าครับว่าพฤติกรรมไหนบ้างที่ทำให้เส้นเลือดของเราอยู่ไม่รอด

1. อาหารที่เรากิน อาจพาเส้นเลือดไปพัง

ใครชอบฟาสต์ฟู้ด ของทอด ของหวานต้องระวัง! เพราะอาหารเหล่านี้มีทั้งไขมันเลว น้ำตาลสูง ทำให้เส้นเลือดเราเสื่อมสภาพแบบเงียบ ๆ ไขมันเลว (LDL) ที่สะสมในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว พอแข็งไปเรื่อย ๆ ก็ทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงจนเสี่ยงแตก โดยเฉพาะในสมองนี่แหละครับ เส้นเลือดแตกในสมองไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะ อาจทำให้ถึงขั้นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้

เข้าใจนะครับว่าชีวิตยุคนี้มันเร่งรีบ จะกินดีทุกมื้อก็คงยาก แต่ถ้าลองปรับแค่นิดหน่อย ลดของทอด ของมัน เพิ่มผัก ผลไม้เข้าไปบ้าง แค่นี้หลอดเลือดของเราก็แข็งแรงขึ้นแล้วครับ

2. นอนน้อย = เสี่ยงมากกว่าที่คิด

หลายคนติดนอนดึกเพราะงานเยอะ หรือมัวแต่เลื่อนโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ จนดึก แต่รู้มั้ยครับว่าการนอนน้อยสะสมเป็นสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูง และนี่แหละที่เป็นปัจจัยสำคัญของการเส้นเลือดสมองแตก

การนอนให้พอ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน สำคัญมาก เพราะมันช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู ลดความเสี่ยงเรื่องเส้นเลือดและหัวใจได้เต็ม ๆ ลองจัดเวลานอนให้พอ แล้วดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ สุขภาพของเราต้องมาก่อน

3. ความเครียดสะสม = เส้นเลือดพัง

ถ้าใครรู้ตัวว่าชีวิตเต็มไปด้วยความเครียด ไม่ว่าจะจากงาน หรือปัญหาส่วนตัว ระวังให้ดีครับ ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มความดันโลหิต ซึ่งส่งผลโดยตรงกับเส้นเลือดเรา มันทำให้เส้นเลือดอ่อนแอจนวันนึงอาจแตกได้เลย

ลองหาวิธีผ่อนคลายตัวเองบ้างครับ เช่น ฟังเพลง เดินเล่น หรือทำสมาธิ อย่าปล่อยให้ความเครียดอยู่กับเรานานเกินไป เพราะมันทำลายร่างกายเราไม่ต่างจากอะไรเลย

4. ไม่ออกกำลังกาย เสี่ยงแบบไม่รู้ตัว

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “การไม่ออกกำลังกายก็เหมือนรอให้ปัญหาเกิด” คำนี้คือถูกและจริงนะ เพราะการนั่งนาน ๆ ไม่ขยับตัว หลอดเลือดของเราจะแข็งตัว การไหลเวียนเลือดแย่ลง ทำให้เสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดสมองแตกได้

เริ่มง่าย ๆ คือแค่เดินเร็ว ๆ หรือปั่นจักรยาน 30 นาทีต่อวัน สุขภาพหลอดเลือดก็ดีขึ้นแล้วครับ ที่สำคัญมันช่วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดสมองแตกได้อีกด้วย

ถ้าเราไม่อยากเป็นอีกหนึ่งคนที่เสี่ยงกับเส้นเลือดสมองแตก ก็ลองหันมาเริ่มดูแลตัวเองกันตั้งแต่วันนี้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในทีเดียว แค่ดื่มน้ำให้มากขึ้น กินอาหารที่ดี นอนให้พอ และออกกำลังกายเบา ๆ แต่เริ่มต้น สุขภาพก็ดีขึ้นแล้วครับ จำไว้นะ สุขภาพดีไม่มีขาย ต้องสร้างด้วยตัวเอง

Cr. มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #เส้นเลือดในสมอง #เส้นเลือดในสมองแตก
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, March 30th, 2026 at 8:55am
แนะนำวิธีดูแล หู ++

วิธีการดูแลสุขภาพหู
หู เป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้เราได้ยินเสียงต่างๆ เพื่อการติดต่อสื่อสารพูดคุย นอกจากนี้ยังเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวของร่างกายขณะเคลื่อนไหว เราจึงควรระมัดระวังดูแลรักษาหู เพื่อใช้หูอย่างมีประสิทธิภาพไปตลอดชีวิต วิธีการดูแลสุขภาพหู มีดังนี้

1. การทำความสะอาดหูให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดหมาด เช็ดบริเวณใบหู และรูหูเท่าที่นิ้วจะเข้าไปได้เท่านั้น
2. ขี้หู อาจจะแห้งหรือเปียกหากมีจำนวนมากจะร่วงหรือไหลออกมาเอง จึงไม่จำเป็นต้องปั่น หรือแคะหู
3. เมื่อเป็นหวัด เจ็บคอ ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ หรืออุดจมูก ข้างใดข้างหนึ่งในขณะสั่งน้ำมูก เพราะจะทำให้เชื้อโรคใน คอและจมูกดันเขาสูงหูชั้นกลาง ทำให้เกิดการติดเชื้อเป็น โรคหูน้ำหนวกได้
4. ผู้ที่มีอาการของโรคหวัดภูมิแพ้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบจากการติดเชื้อแทรกซ้อน จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการ
5. ระวังอย่าให้หูได้รับการกระทบกระแทกแรงๆ เช่น การตบหูด้วยมือทั้ง 2 ข้าง เพราะจะทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด หรือกระดูกหูหลุด จนเป็นเหตุทำให้การได้ยินลดลง
6. หลีกเลี่ยงการตะโกนหรือทำเสียงดังใส่กัน รวมทั้งเลี่ยงแหล่งที่มีเสียงดังอึกทึก ควรได้รับการ ตรวจการได้ยินทุกๆ 6 เดือน
7. ถ้ามีแมลงเข้าหู ห้ามแคะออก เพราะจะทำให้แมลงเข้า ไปในหูลึกยิ่งขึ้น ควรใช้น้ำสะอาดหรือน้ำมันที่ปลอดภัย เช่น น้ำมันมะกอกหยอดลงในรูหูทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้แมลงตาย แล้วเอียงหูให้น้ำมันไหลออกมาพร้อมแมลง
8. เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับหู เช่น หูอื้อ ปวดหู คันหู มีน้ำหนองหรือเลือดไหลออกจากหู การฟังเสียงลดลง ควรรับการตรวจจากแพทย์ หู คอ จมูก

Cr. มูลนิธิหมอชาวบ้าน

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #หู
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSunday, March 29th, 2026 at 11:22am
ทำความรู้จัก ไอศกรีมเพื่อสุขภาพ +++

อากาศร้อนๆแบบนี้ ผู้อ่านแต่ละท่านมีวิธีคลายร้อนอย่างไรกันบ้างคะ วันนี้บทความของเราขอหยิบยกวิธีดับร้อนด้วยขนมหวานแสนชื่นใจอย่างไอศครีม พร้อมแนวทางการรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีมาฝากกันค่ะ ไอศกรีม มีส่วนประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำตาล และน้ำ จากนั้นจึงนำส่วนผสมไปแช่เย็นหรือทำให้แข็งตัว นอกเหนือจากนี้อาจมีการเติมผลไม้ และสารปรุงแต่งสี กลิ่น รสอื่นๆ รวมทั้งวัตถุเจือปนในอาหารอื่นๆ เช่น สารคงรูปเพื่อให้ไอศครีมมีเนื้อเนียนและละลายได้ช้าลง หากแบ่งประเภทของไอศครีมตามส่วนผสมที่ใช้ จะสามารถแบ่งไอศครีมได้เป็นประเภทต่างๆดังนี้

1. Plain ice cream ไอศครีมแบบทั่วไป มีส่วนผสมของนมเป็นหลัก แต่งกลิ่นรสให้มีรสชาติต่างๆ เช่น ไอศครีมรสวานิลลา รสกาแฟ
2. French custard ice cream ไอศครีมที่มีการใช้ไข่เป็นส่วนผสม และมีไข่แดงไม่ต่ำกว่า 1.4%
3. Water ice เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีนมเป็นส่วนประกอบ มีลักษณะเป็นเกล็ดน้ำแข็งขนาดเล็ก
4. Sherbet โดยมากนิยมใส่ผลไม้เป็นส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จะมีน้ำตาลสูงกว่าไอศครีมปกติถึง 2 เท่า
5. Mousse ice cream เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากครีมที่ตีจนฟูแล้วจึงนำมาแต่งรสชาติ
6. Mellorine ice cream เป็นไอศครีมที่ใช้ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว แทนไขมันนมในไอศครีม
ส่วนประกอบหลักของไอศครีมเกือบทุกชนิด คือ น้ำตาล และไขมัน การรับประทานไอศครีมอย่างไม่ระวังอาจส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับพลังงานและน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉลี่ยแล้วไอศครีม 1 ลูก ขนาดประมาณ 110 กรัม จะมีพลังงานประมาณ 250-300 กิโลแคลอรี่


เทคนิคแนวทางง่ายๆ ในการเลือกไอศครีมเพื่อสุขภาพ

– จำกัดการรับประทานไอศครีม 1 ลูก/ครั้ง
– เลือกไอศครีม แบบไขมันต่ำ น้ำตาลต่ำ หรือแบบโยเกิร์ต
– ควรเลือกทอปปิ้งที่เป็นผลไม้สด หรือถั่ว เช่น อัลมอนด์สไลด์ ธัญพืช กรานูล่า แทนการทานผลไม้เชื่อม วิปปิ้งครีม หรือซอสรสชาติต่างๆ

ในปัจจุบันมีการดัดแปลงสูตรไอศกรีมเพื่อสุขภาพมากมาย โดยจะใช้ผลไม้และโยเกิร์ตแทนการใช้ไขมันจากนมและวิปปิ้งครีม ซึ่งไอศกรีมแบบนี้ก็จะมีน้ำตาลและไขมันมากกว่า

Cr. มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ไอศครีม #ร้อน #ฤดูร้อน #อากาศร้อน #แดดร้อน