Rich Property Management

บริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดและหมู่บ้านจัดสรรอย่างมืออาชีพ

รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, July 16th, 2026 at 9:44am
แคะขี้หู จำเป็นหรือไม่?

แคะขี้หู ยังคงเป็นเรื่องถกเถียงกันในสังคมว่าควรทำหรือไม่ บางรายก็ว่าเป็นเรื่องที่ควรเพราะเป็นการทำความสะอาดภายในช่องหูวิธีหนึ่ง แต่บางรายก็ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเพราะอาจส่งผลเสียและทำให้เกิดปัญหาภายในช่องหูตามมา ครั้งนี้จึงมีข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาไขความกระจ่างว่า

การแคะขี้หูจำเป็นแค่ไหนและมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรบ้าง
– ขี้หูมีลักษณะคล้ายขี้ไคลสามารถหลุดได้เองตามธรรมชาติ
– โดยขี้หูจะหลุดออกไปเมื่อมีการเคี้ยวหรือขยับปาก
– เว้นแต่ในคนที่มีช่องหูตีบหรือแคบเกินไปตั้งแต่กำเนิด
– ทำให้การขับออกของขี้หูผิดปกติตามไปด้วย
– ปกติแล้วการแคะหูไม่ใช่เรื่องจำเป็นและการใช้คอตตอนบัดแคะหูยังส่งผลเสียตามมาอีกด้วย

ผลเสียที่เกิดจากการใช้คอตตอนบัดแคะหู
– เกิดการดันขี้หูบางส่วนไปติดอยู่บริเวณแก้วหูทำให้ขี้หูอุดตัน
– ทำให้เยื่อบุบริเวณด้านนอกเกิดการถลอก หากรอยถลอกสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้ติดเชื้อบริเวณหูชั้นนอก
– ขี้หูติดอยู่ที่แก้วหูเป็นเวลานาน อาจเกิดการอักเสบที่เยื่อบุแก้วหูได้
– ทำให้เกิดอาการหูอื้อหรือการได้ยินเสียงลดลง

Cr. งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #แคะหู #แคะขี่หู #คอตตอนบัด #ขี่หู
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, July 15th, 2026 at 8:51am
กินข้าววันละ 1 มื้อ ดีจริงไหม?

การรับประทานอาหารเพียงวันละ 1 มื้อ (One Meal a Day: OMAD) กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือปรับพฤติกรรมการกิน แต่แนวทางนี้มีทั้งข้อดีและข้อควรระวังที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ดังนี้

✅ ควบคุมปริมาณการบริโภคพลังงาน
• การรับประทานเพียง 1 มื้อต่อวัน อาจช่วยจำกัดปริมาณแคลอรีโดยรวมในแต่ละวัน ส่งผลให้ควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น
• หากควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม อาจลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวานประเภท 2 และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคเกินความจำเป็น
✅ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารมีเวลาพัก
• การเว้นช่วงการรับประทานอาหารนานขึ้น อาจช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้พักและฟื้นตัว
• สำหรับบางคน อาจลดปัญหาทางเดินอาหาร เช่น อาการแน่นท้องหรือกรดไหลย้อน
✅ เสริมสร้างวินัยและสมดุลในชีวิตประจำวัน
• รูปแบบการกินแบบ OMAD ต้องอาศัยวินัยในการเลือกอาหารและเวลา จึงช่วยให้เกิดความมีระเบียบในชีวิต
• บางรายงานชี้ว่า การเว้นระยะเวลาในการกิน (Intermittent Fasting) อาจช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความหิว ความอิ่ม และความเครียด

⚠️ แต่วิธีนี้…ไม่ได้เหมาะกับทุกคน!
• การกินวันละ 1 มื้อ อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการพลังงานสูง เช่น เด็ก วัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วย หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนัก
• หากเลือกอาหารไม่เหมาะสม อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ
• อาจเกิดผลข้างเคียง เช่น วิงเวียน หิวจัด เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ หรือกระทบต่อระบบเผาผลาญ
การกินอาหารเพียงวันละ 1 มื้อ อาจเป็นทางเลือกที่ดีในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อต้องการควบคุมน้ำหนักหรือพลังงานที่บริโภค
แต่ควรคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการ ความต้องการเฉพาะบุคคล และผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาว การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนเริ่มแนวทางนี้จึงเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่ง

Cr. เครือโรงพยาบาลเปาโล

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #อดอาหาร #อดอาหารเพื่อสุขภาพ #ลดน้ำหนักแบบยั่งยืน #ลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี #ลดน้ำหนักแบบปลอดภัย #ควบคุมน้ำหนัก #ควบคุมอาหาร #กินข้าว #กินข้าวกัน #กินข้าวนอกบ้าน #กินข้าวกันจ้า #กินเป็นหุ่นเปลี่ยน #กินเก่ง #กินข้าวกัน #กินข้าวกันจร้า
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าTuesday, July 14th, 2026 at 8:34am
อดอาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยวิธี IF ++

จากความเชื่อทางศาสนาสู่วิธีดูแลสุขภาพ
จุดเริ่มต้นของ IF มาจากความเชื่อทางศาสนาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นวิธีการถือศีลอดอย่างหนึ่ง คล้ายกับการถือศีลอดในช่วงเดือนเราะมะฎอนของศาสนาอิสลาม ที่จะอดอาหารในตอนกลางวัน และกินได้หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน แต่่ปัจจุบันมีงานวิจัยและข้อมูลจากหลายแหล่งพิสูจน์แล้วว่า คนเราควรมีช่วงที่ร่างกายหยุดพักจากการรับอาหารเข้าไปบ้าง เพราะการกินตลอดเวลาจะทำให้ฮอร์โมนอินซูลินทำงาน ส่งผลให้เกิดการสะสมไขมันเพิ่มมากขึ้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน หากหยุดกินบ้างก็จะมีช่วงเวลาที่อินซูลินทำงานน้อยลง เปิดโอกาสให้ฮอร์โมนกลูคากอนได้ทำงานโดยนำสารอาหารที่สะสมไว้ออกมาใช้ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

ประโยชน์ของ IF ที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง
เมื่อปี 2559 โยชิโนริ โอสุมิ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น คว้ารางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ จากการค้นพบเกี่ยวกับกลไกการกินตัวเองของเซลล์ หรือ autophagy ซึ่่งจะเกิดขึ้นตอนที่เราอดอาหาร หากเราอดอาหารนานพอ เซลล์จะสลายโปรตีนที่หมดอายุในตัวเองออกมาเป็นพลังงาน อธิบายง่าย ๆ คือ เมื่อเซลล์อดอาหารก็ไม่มีพลังงานไปใช้ เลยจำเป็นต้องเคลียร์โปรตีนเก่าที่สะสมไว้จนหมดอายุออกมาใช้เป็นพลังงาน ซึ่งเป็นกระบวนการฟื้นฟูที่จะช่วยให้เซลล์อ่อนเยาว์ขึ้นและลดโอกาสในการเกิดโรคบางอย่างลงได้ กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นเวลาที่เราอดอาหาร ดังนั้นการทำ IF จึงมีส่วนทำให้เกิดกลไก autophagy ได้

เทรนด์ยุคใหม่ ลดน้ำหนักด้วย IF
ช่วงหลังมานี้ผู้คนจำนวนมากเข้าใจว่าการทำ IF ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ แต่ในความเป็นจริง การลดน้ำหนักด้วย IF จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องอาหาร โดยคำนวณปริมาณการกินให้พลังงานรวมทั้งหมดที่รับเข้าไปต่อวันลดลงจากเดิมด้วย เพราะผลของการลดน้ำหนัักมาจากปริมาณแคลอรีที่ลดลงในช่วงที่ทำ IF ดังนั้นหากไม่ยั้งใจ กินเยอะในช่วงเวลาทีกำหนด จนมากกว่า
หรือเท่ากับปริมาณเดิมที่เคยกิน การทำ IF ก็ไม่ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้

การทำ IF แบบดั้งเดิม
จริง ๆ แล้วการทำ IF ในแบบดั้งเดิมนั้นแบ่่งออก
เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ

อดอาหารแบบวันเว้นวัน
กิน 5 วัน อดอาหาร 2 วัน
โดยวันที่อดสามารถกินให้ได้พลังงาน
ประมาณ 500-800 แคลอรีต่อวัน
กินทุกวันแบบจำกัดช่วงเวลา
โดยเลือกได้้ทั้งแบบ 10/14, 8/16 และ 4/20
วิธีที่เหมาะกับคนทั่่วไปคือรูปแบบที่ 3 กินทุกวันแบบจำกัดช่วงเวลา เพราะทำง่ายและได้ประโยชน์ โดยเฉพาะคนที่ชอบกินจุุบจิบทั้งวัน การกินแบบ IF ที่่จำกัดช่วงเวลาโดยเน้นอาหารพลังงานต่ำจะช่วยลดแคลอรีที่เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเห็นผล แต่หากสามารถอดในรูปแบบที่ 1 หรือรูปแบบที่ 2 ได้ จะได้ประโยชน์จากกระบวนการ autophagy หรือการที่เซลล์สลายโปรตีนที่หมดอายุุในเซลล์ออกมาเป็นพลังงานมากกว่า เพราะมีระยะเวลาอดอาหารที่นานกว่า

ดีที่สุดคือทำ IF ควบคู่กับการเลือกอาหาร
หากอยากเห็นผลด้านการลดน้้ำหนัก ควรทำ IF ควบคู่กับการเลือกกินอาหารให้เหมาะสม เช่น กินอาหารสูตร 2-1-1 ที่แบ่งอาหารในจานออกเป็น 4 ส่วน เน้นผักที่ปรุงโดยไม่ใช้น้ำมัน 2 ส่วนของจานข้าวไม่ขัดสี อย่างข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์์รี่ 1 ส่วน พยายามหลีกเลี่ยงข้าวผัดข้าวมัน ข้าวคลุกทั้งหลาย และอีก 1 ส่วนเป็นโปรตีนไขมันต่ำ เช่่น เนื้ออกไก่ เนื้อหมูส่วนที่ไม่มัน เนื้อปลา หรือไข่ หากสามารถเลือกกินอาหารแบบนี้ร่วมกับทำ IF ได้จะเห็นผลในด้านการลดน้ำหนัก
ซึ่งพอน้ำหนักลดลงเหมาะสมกับมวลรวมของร่างกาย ก็ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังในการทำ IF
ถึงแม้ IF จะเป็นแบบแผนการกินอาหารที่ค่อนข้างปลอดภัยแต่ก็มีข้อควรระวังในคนที่มีภาวะทุพโภชนาการ และคนที่เป็นโรคตับเรื้อรัง เพราะมีความเสี่ยงที่จะขาดสารอาหารและทำให้กล้ามเนื้อสลายได้เร็วขึ้น นอกจากนี้สตรีมีครรภ์ รวมถึง
คนเป็นเบาหวานที่ได้รับยาอินซูลิน หรือกินยาเบาหวานที่กระตุ้นให้มีการหลั่งอินซูลินก็ต้องระวัง เพราะการอดอาหารจะทำให้น้ำตาลต่ำ หากอยากทำจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนปรับยาให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่อดอาหาร

แบบแผนการกินอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักหรือกินให้ดีต่อสุขภาพนั้นมีอยู่หลากหลายวิธี แต่่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป IF ก็เช่นกัน มีทั้งข้อดีในการช่วยฝึกนิสัยการกิน ลดการกินจุบจิบลง เลี่ยงการกินในเวลากลางคืน ส่วนข้อเสียคืออาจทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า ทำ IF แล้วกินได้ทุกอย่างแบบเต็มที่
จึงอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีทางที่ดีควรทำ IF ควบคู่กับการควบคุมปริมาณและชนิดของอาหารที่กินเข้าไปด้วย แบบนี้จึงจะได้้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

Cr. อ.นพ.ธนน คงเจริญสมบัติ หน่วยโภชนาการคลินิก ฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #อดอาหาร #อดอาหารเพื่อสุขภาพ #ลดน้ำหนักแบบยั่งยืน #ลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี #ลดน้ำหนักแบบปลอดภัย #ควบคุมน้ำหนัก #ควบคุมอาหาร
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, July 13th, 2026 at 8:06am
ไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร ใช้อะไรดับ?

ไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร ห้ามใช้น้ำดับ! เลือกถังดับเพลิงให้ถูกเพื่อความปลอดภัย ⚠️
.
🔥 เมื่อเกิดไฟไหม้จากอุปกรณ์ไฟฟ้า หลายคนอาจรีบใช้น้ำสาดเพื่อดับไฟ แต่รู้ไหมว่ายิ่งสาดน้ำ อาจยิ่งอันตรายกว่าเดิม
.
🔥 เพราะไฟไหม้จากระบบไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า จัดเป็นเพลิงประเภท C ซึ่งยังมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ การใช้น้ำหรือโฟมดับไฟ อาจทำให้เกิดไฟดูด หรือเพิ่มความเสียหายได้ เนื่องจากของเหลวเป็นสื่อนำไฟฟ้า
.
เพลิงประเภทนี้ มักเกิดจาก 👇🏼
• สายไฟชำรุด
• ปลั๊กไฟร้อนผิดปกติ
• ตู้ไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าลัดวงจร
.
✅ วิธีที่ดับไฟปลอดภัยกว่า
ถังดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือถังสีดำ เหมาะสำหรับดับไฟจากอุปกรณ์ไฟฟ้า เพราะไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้าและไม่ทิ้งคราบเสียหายบนอุปกรณ์
.
และหากทำได้ ควรรีบตัดกระแสไฟก่อนเข้าระงับเหตุทุกครั้ง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าช็อต เพราะเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน การดับไฟถูกวิธีสำคัญไม่แพ้การดับไฟให้เร็วที่สุด

Cr. เซฟไทย.com
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ไฟไหม้ #ไฟฟ้าลัดวงจร #ไฟฟ้า #ไฟฟ้าแรงสูง #ไฟฟ้าภายในอาคาร
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSunday, July 12th, 2026 at 9:44am
หาวบ่อย ไม่ใช่แค่ง่วงนอน แต่อาจเป็นสัญญาณของโรค ++

การหาว ถือได้ว่าเป็นกลไกหนึ่งของร่างกาย ที่ต้องการจะรับเอาออกซิเจนจากอากาศเข้าสู่กระแสเลือด พร้อมกันนั้นก็ช่วยขับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดออกไป ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาความสมดุลของร่างกาย ซึ่งการหาวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกายเรามีออกซิเจนไม่เพียงพอ หรือมีคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดมากเกินไป จนก่อให้เกิดอาการง่วง เหงา หาวนอนขึ้นมาได้นั่นเอง

ส่วนการหาวบ่อย ก็คือ อาการหาวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มากกว่า 1 ครั้งต่อนาที และถึงแม้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของการหาวอาจมาจากความง่วง หรือความอ่อนเพลีย แต่ในบางครั้งแล้วนั้นการหาวมากจนผิดปกติอาจเป็นผลมาจากสาเหตุเหล่านี้…

-นอนหลับไม่เพียงพอ

พฤติกรรมการนอนไม่เพียงพอทำให้ส่งผลทำให้เกิดอาการง่วงนอนตอนกลางวันได้ ถึงจะดูเหมือนไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายอย่างโรคอ้วน โรคหัวใจ หรือโรคซึมเศร้า ฯลฯ ทั้งนี้ให้ลองเช็คตัวเองดูหากเป็นเช่นนั้นควรปรับพฤติกรรมการนอนและจัดตารางการนอนใหม่ โดย 1 วันควรนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงจะดีที่สุด

-นอนไม่หลับ

เป็นอาการที่ร่างกายรู้สึกอยากจะนอน แต่ไม่สามารถหลับได้ อาจจะใช้เวลานานกว่าปกติ หลับไปแล้วแต่ตื่นเร็ว หรือตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วไม่สามารถนอนหลับต่อไปได้ ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เต็มที่ ดังนั้นควรเข้านอนให้เป็นเวลาเพื่อให้ร่างกายชิน และควรงดเครื่องดื่มที่มีสารออกฤทธิ์กระตุ้นสมอง เช่น สารคาเฟอีนที่มีอยู่ในชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น แต่หากอยากดื่มควรเลือกดื่มก่อน 14.00 น. เพราะถ้าดื่มหลัง 14.00 น. อาจทำให้ร่างกายมีปัญหานอนไม่หลับได้

– กลุ่มคนที่รับประทานยา เช่น กลุ่มยารักษาโรคซึมเศร้า หรือกลุ่มยารักษาภาวะวิตกกังวล อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียง มีอาการง่วงซึม นอนไม่หลับได้

ภาวะอาการป่วยรุนแรงที่อาจทำให้เกิดอาการหาวบ่อย ๆ ได้แก่

-โรคปลอกประสาทอักเสบชนิด MS (multiplesclerosis) เกิดจากปลอกหุ้มเส้นประสาทภายในระบบประสาทส่วนกลางได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย ผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ เนื่องจากการนำสัญญาณของเส้นประสาทจากสมองส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เสียไป จึงส่งผลให้เกิดอาการหาวบ่อยได้

-เนื้องอกในสมอง เกิดจากเนื้อที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์ในสมองหรือบริเวณเนื้อเยื่อและต่อมต่างๆ บริเวณใกล้เคียงกับสมอง ซึ่งอาจรบกวนระบบประสาทและการทำงานของสมอง ซึ่งได้มีผลการวิจัยจากวารสาร Neurosurgery and Psychiatry พบว่าผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเนื้อเยื่อสมองมักจะมีอาการหาวบ่อย เนื่องมาจากอาจเกิดจากระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวถูกกดทับ ทำให้เลือดส่งออกซิเจนมาเลี้ยงสมองได้ลำบาก จนร่างกายต้องรับออกซิเจนเพิ่มด้วยการหาวบ่อยๆ

-โรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน และเหตุนี้อาจทำให้เกิดอาการหาวบ่อยได้ แต่นอกจากนี้โรคนี้อาจมีหลายอาการร่วมกัน เช่น ร่างกายอ่อนแรง มีอาการอัมพฤกษ์ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย, มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว, เห็นภาพซ้อน, มึนงงอย่างรุนแรง เป็นต้น อาการเหล่านี้จะกินเวลานาน หลังจากนั้นอาการจะหายไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนบอกถึงอันตรายควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

-โรคลมชัก เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สมองบริเวณผิวสมอง ทำให้สมองทำงานผิดปกติไป จึงส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และอาการหาวบ่อยก็เป็นหนึ่งในความผิดปกติของผู้ป่วยโรคนี้ได้เช่นกัน

-ตับทำงานล้มเหลว (ตับวาย) เป็นภาวะที่เกิดจากตับสูญเสียการทำงานจนส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาการหาวบ่อยมักพบได้ในผู้ป่วยโรคตับวายในระยะที่อาการเริ่มรุนแรงแล้ว เพราะเนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการอ่อนเพลีย นอนไม่ค่อยหลับ จึงเกิดอาการหาวบ่อยๆ ได้

-กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่มีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ หัวใจจะขาดเลือดและออกซิเจน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้ หากมีอาการหาวบ่อยผิดปกติร่วมกับรู้สึกเจ็บหน้าอก จุกแน่นหน้าอก หายใจได้สั้นลง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุดในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังมีอาการ เพราะอาจอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีแก้อาการหาวบ่อย

1.หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เพราะการรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลมากจนเกินไป เป็นตัวการที่ทำให้ร่างกายง่วงซึมได้ เพราะตับอ่อนจะส่งอินซูลินออกมาเพื่อย่อยน้ำตาลเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ก่อให้เกิดอาการง่วงนอนตามมานั่นเอง
3.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและเป็นเวลา ให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
4.ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
5.หากใครเป็นมนุษย์ออฟฟิศอย่ามัวนั่งแต่หน้าคอมพิวเตอร์ ให้หาเวลาเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อผ่อนคลายบ้าง
6.งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มคาเฟอีน

อย่างไรก็ตามหากใครที่มีอาการหาวบ่อยๆ ก็อย่าเพิ่งกังวลใจไป ให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนหลับพักผ่อนและสังเกตอาการต่างๆ ของตัวเองร่วมด้วย ซึ่งหากว่าลองทำแล้วแต่ยังพบว่ามีอาการหาวบ่อยเช่นเดิม ให้ไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการดังกล่าวจะดีที่สุด หรือหากมีอาการหาวบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากโรคหรือภาวะเจ็บป่วยที่รุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน โรคลมชัก ตับวาย ฯลฯ ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างถูกต้องและเร่งด่วน

Cr. กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #หาว #หาวทั้งวัน #ง่วง #ง่วงนอน #ง่วงตลอด #หาวตลอด #หาวจนเหนื่อย
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, July 10th, 2026 at 9:17am
ขากรรไกรค้างทำอย่างไรดี ?

ขากรรไกรค้างเป็นอย่างไร
คนทั่วไปมักใช้คำว่าอ้าปากค้างหรือกรามค้างเพื่ออธิบาย 2 อาการ คือ

1. อ้าปากแล้วหุบลงไม่ได้
2. อ้าปากได้น้อยกว่าปกติ

การอ้าปากแล้วหุบลงไม่ได้ ทางการแพทย์ เรียกว่า ขากรรไกรค้างหรืออ้าปากค้าง แต่เมื่ออ้าปากแล้วไม่สามารถอ้าปากได้กว้างตามปกติ เรียกว่า อ้าปากได้จำกัดหรืออ้าปากไม่ขึ้น

อ้าปากค้างเกิดจากอะไร

โดยทั่วไปเมื่อเราอ้าปากและหุบปาก ข้อต่อขากรรไกรที่อยู่บริเวณหน้ารูหูจะหมุนและเคลื่อนไปมาในเบ้ากระดูก ซึ่งเป็นส่วนที่ติดกับกระโหลกศีรษะ เมื่ออ้าปากหัวข้อต่อขากรรไกรและหมอนรองข้อต่อขากรรไกรจะเคลื่อนออกจากเบ้ากระดูกและเคลื่อนกลับเข้าเบ้ากระดูกเมื่อหุบปาก เมื่ออ้าปากค้างหัวข้อต่อขากรรไกรจะเคลื่อนพ้นเบ้ากระดูกออกมาขัดค้างอยู่นอกเบ้า และไม่สามารถเคลื่อนกลับเข้าที่ได้ เราจึงไม่สามารถหุบปากลงได้ตามปกติ เช่น เมื่อหาวกว้างๆ หัวเราะกว้างๆ รับประทานอาหารคำโตๆ อ้าปากกว้างเพื่อทำฟันนานๆ ซึ่งอาจเกิดเสียงดังบริเวณข้อต่อขากรรไกรเมื่อเกิดขากรรไกรค้างและขณะเกิดอาการมักรู้สึกเจ็บปวดร่วมด้วย

เมื่ออ้าปากค้างควรทำอย่างไร

เมื่ออ้าปากค้างต้องพยายามสงบใจและอย่าตกใจเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบดเคี้ยวเกร็งมากขึ้น และไม่สามารถจัดตำแหน่งขากรรไกรเข้าที่ได้ บางครั้งเมื่อผู้ป่วยพยายามขยับขากรรไกรไปมาหรือนวดคลึงบริเวณหน้าหูและข้างแก้มเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อก็จะสามารถหุบปากลงได้เอง ทั้งนี้ห้ามตบหรือชกใบหน้าและขากรรไกรหรือพยายามหุบปากลงทั้งที่ข้อต่อขากรรไกรยังค้างอยู่ เพราะจะทำให้เจ็บมากขึ้น

หากลองรักษาด้วยตนเองในเบื้องต้นแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ควรรับการรักษาอย่างฉุกเฉินจากแพทย์หรือทันตแพทย์ที่จะจัดขากรรไกรให้เข้าที่ได้ หากกล้ามเนื้อบดเคี้ยวของผู้ป่วยเกร็งมาก ผู้ป่วยอาจได้รับยาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและลดความกังวล ซึ่งจะเอื้อให้แพทย์และทันตแพทย์จัดขากรรไกรเข้าที่ได้ง่ายขึ้น เมื่อสามารถหุบปากลงได้แล้วไม่ควรอ้าปากกว้างๆ อีก เพราะอาจทำให้อ้าปากค้างอีกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ้าปากค้างขณะทำฟันสามารถประคบบริเวณหน้าหูหรือข้างแก้มด้วยน้ำเย็นเพื่อลดอาการเจ็บปวด ควรรับประทานอาหารอ่อนจนกว่าจะหายเจ็บและถ้ายังเจ็บมากสามารถรับประทานยาต้านการอักเสบสักระยะได้

อ้าปากค้างมีการรักษาอย่างไร

– หลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้างมากๆ เช่น เวลาหาวให้เอามือประคองใต้คาง เวลารับประทานอาหารให้ตัดอาหารเป็นคำเล็กๆ
– เวลาทำฟันให้แจ้งทันตแพทย์หากมีประวัติเคยมีขากรรไกรค้าง หรือขอพักเป็นระยะเพื่อหุบปากลงหากรู้สึกเมื่อย
– หมั่นบริหารขากรรไกร หากมีอาการอ้าปากค้างบ่อยๆ โดยวางปลายลิ้นที่เพดานปากบริเวณเหงือกหลังฟันหน้าบน แล้วอ้าปากจนกว้างที่สุด โดยให้ปลายลิ้นยังแตะบริเวณนี้ตลอดเวลา ไม่ดันฟันหน้าเพราะอาจทำให้ฟันหน้ายื่น ค้างอยู่ท่านี้ประมาณ 6 วินาที ทำซ้ำ 6 ครั้ง นับเป็น 1 รอบ ทำวันละ 6 รอบ ท่าบริหารนี้จะเป็นการฝึกให้ผู้ป่วยอ้าปากอยู่ในวงจำกัดที่หัวข้อต่อขากรรไกรเคลื่อนอยู่ภายในเบ้ากระดูก ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอ้าปากได้แคบลงซึ่งจะไม่ทำให้อ้าปากกว้างเกินจำกัดและอ้าปากค้างต่อไป

Cr. อ.ดร.ทพญ. นามรัฐ ฉัตรไชยยันต์ ภาควิชาวิทยาระบบบดเคี้ยว คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ขากรรไกร #ขากรรไกรค้าง #อ้าปาก #อ้าปากไม่หุบ #หุบปาก #หุบปากไม่ลง #อ้าปากค้าง