Rich Property Management

บริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดและหมู่บ้านจัดสรรอย่างมืออาชีพ

รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, October 5th, 2026 at 8:37am
5 โรคอันตราย จากไขมันทรานส์++😏

ไขมันทรานส์ คืออะไร?
ไขมันทรานส์ คือไขมันที่เกิดจากการเติมไฮโดรเจนบางส่วน เมื่อบริโภคมาก ๆ และเป็นเวลานาน ทำให้มีไขมันไปสะสมตามผนังหลอดเลือด ก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด รวมถึงเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีกด้วย

ไขมันทรานส์ หรือ Trans Fat เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวจากการเรียงตัวของไฮโดรเจนอะตอมอยู่ตรงข้ามกัน สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติและจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงในน้ำมัน

ไขมันทรานส์จากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partial Hydrogenation) เกิดจากการดัดแปลงโครงสร้างของน้ำมันพืชหรือไขมันไม่อิ่มตัวด้วยกระบวนการ hydrogenation หรือ การเติมหมู่ไฮโดรเจน ทำให้น้ำมันพืชมีลักษณะคงตัวที่อุณหภูมิห้อง ทนความร้อนได้สูง ไม่เหม็นหืน เก็บรักษาได้นาน โดยมักพบในอาหารที่มีส่วนผสมของ

– เนยเทียม (Magarine)
– เนยขาว (Shortening)
– ครีมเทียม วิปครีม (Non-dairy Creamer)
– ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ เช่น ขนมปังกรอบ เค้ก พาย พัฟ เป็นต้น
– น้ำมันทอดซ้ำ มิใช่แหล่งไขมันทรานส์ แต่เป็นแหล่งของสารก่อมะเร็ง
“ไขมันทรานส์” กินมากอันตราย
เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด!
รุนแรงกว่าไขมันอิ่มตัว 10 เท่า!!!

อันตรายจากไขมันทรานส์ กินไขมันทรานส์ เสี่ยงเกิดโรคอะไรได้บ้าง?
– ลดระดับไขมันชนิดดีในเลือด (HDL cholesterol)
– เพิ่มระดับไขมันชนิดเลวในเลือด (LDL cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ให้สูงขึ้น
– เพิ่มระดับโคเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol)
– เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
– เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
– เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
– เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคอ้วน

5 โรคอันตราย มีอะไรบ้างไปดูกัน
1. โรคหัวใจ
2. โรคหลอดเลือด
3. โรคไขมันในเส้นเลือด
4. โรคความดัน
5. โรคเบาหวาน
การเลี่ยงบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ส่งผลให้มีสุขภาพดี ลดความเสี่ยงกับภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองอันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้น ๆ ของประเทศ โดยควรเลือกการรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันตัวเองจากไขมันทรานส์ ดังนี้

1. ในแต่ละวันควรรับประทานไขมัน ไม่เกิน 30% ของพลังงาน หรือ 2-3 ช้อนชาต่อมื้ออาหาร
– (ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน ถึง 9 แคลอรี)
– ไขมันทรานส์ ไม่ควรเกิน 2 กรัม
– ไขมันไม่อิ่มตัว ไม่ควรเกิน 20 กรัม
2. อ่านฉลากอาหารและฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ โดยหลีกเลี่ยงฉลากที่มีคำว่า Hydrogenated Oil เปรียบเทียบปริมาณไขมันทรานส์กับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน เลือกที่เป็น 0
3. เลี่ยงอาหารที่ทำจากเนยเทียม เช่น ครัวซองต์ คุกกี้
4. เลือกรับประทานไขมันดี โอเมก้า-3 ได้แก่ ปลา เต้าหู้ แซลมอน น้ำมันคาโนลา และอาหารที่มีไขมันต่ำ กากใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชขัดสีน้อย
5. เลือกใช้น้ำมันให้ถูกประเภท โดยใน 1 ครัวเรือน ควรมีน้ำมันมากกว่า 1 ขวด
– เมนูผัด ทอดธรรมดา ใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ในปริมาณน้อย
– เมนูทอดกรอบ ใช้น้ำมันปาล์ม เพราะทนความร้อนได้นานกว่า
– ไม่ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง เนื่องจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทำให้เกิดเป็นควันง่าย ที่อุณหภูมิการทอดที่ต้องใช้ความร้อนสูง และทำให้เกิดสารโพลาร์ ตัวการสำคัญของสารก่อมะเร็ง

อ้างอิงข้อมูลจาก: โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานคณะกรรมอาหารและยา

Cr. โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพฯ

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ไขมันทรานส์ #อ้วน #เนยเทียม #เนยขาว #ครีมเทียม #น้ำมันทอด
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, October 3rd, 2026 at 12:03pm
เท้าบวม บอกอะไรบ้าง ?🤨

เราจะสังเกตอาการเท้าบวมได้อย่างไร
– มีอาการตึงที่เท้า ร่องรอยย่นของผิวหนังหายไป
– ใส่รองเท้าแล้วคับ ใส่กางเกงแล้วติดขา
– เห็นรอยบุ๋มชัดเจนเมื่อถอดรองเท้าหรือถุงเท้าออก
– เอานิ้วกดอยู่บริเวณหน้าแข้งด้านในแล้วบุ๋มลงไปไม่เด้งกลับมา

สาเหตุที่ทำให้เท้าบวมมีอะไรได้บ้าง
– โรคหัวใจ ในภาวะหัวใจวายน้ำท่วมปอดจะทำให้มีอาการขาบวมทั้งสองข้างอาจจะมีอาการเหนื่อยนอนราบไม่ได้ต้องใช้หมอนหลายใบร่วมด้วย

– โรคไต ในภาวะของไตวายเรื้อรังจะมีอาการน้ำเกิน ขาบวมทั้งสองข้างเหนื่อยนอนราบไม่ได้ปัสสาวะออกน้อย ส่วนในภาวะไตอักเสบหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ จะพบว่าขาบวมทั้งสองข้างอาจพบความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นฟองร่วมด้วยได้ ถ้าเป็นมากอาจจะมีอาการบวมของหนังตาบนทั้งสองข้างได้

– โรคเส้นเลือดดำอุดตันที่ขา มักพบขาบวมข้างใดข้างหนึ่งอาจจะรู้สึกปวดได้ มักพบในคนไข้ที่ไม่ได้ขยับขา คนไข้หลังผ่าตัด คนไข้นอนติดเตียงหรือคนที่รับประทานยาคุมกำเนิดโรคนี้อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันเส้นเลือดดำที่ปอดอันตรายถึงชีวิตได้

– การติดเชื้ออักเสบ การติดเชื้ออักเสบที่เท้าทำให้เท้าบวมมีอาการแดงร้อนและปวดหรือมีไข้ได้ มักเป็นข้างใดข้างหนึ่ง

– โรคหลอดเลือดดำบกพร่อง ทำให้เลือดไหลย้อนกลับได้ไม่ดีจึงทำให้มีอาการบวมที่ขาข้างที่เป็นได้ โดยเฉพาะการยืนนานๆ

– ท่อน้ำเหลืองอุดตันก็สามารถทำให้เกิดภาวะเท้าบวมได้

– ยาบางชนิดทำให้เกิดอาการบวมได้ เช่น ยาฮอร์โมนเอสโตรเจนโปรเจสเตอโรน ยาความดันบางชนิด สเตียรอยด์ ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS) เช่นบรูเฟ่น

– ภาวะตั้งครรภ์และอาการแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ เช่นภาวะครรภ์เป็นพิษ

– โรคตับ ภาวะตับแข็งทำให้เกิดอาการบวมในขาทั้งสองข้างได้มักจะพบท้องบวมโตมีน้ำในช่องท้องได้

Cr. โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #เท้าบวม #ตึงเท้า #ใส่รองเท้าคับ #กดเท้า
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, October 2nd, 2026 at 9:28am
ผนังเป็นเชื้อรา กำจัดอย่างไร ให้หาย ไม่กลับมาอีก ++😀

ราดำและเชื้อราบนผนังเกิดจากอะไร?
1. ปัญหารั่วซึม
เนื่องจากเชื้อราบนผนังเกิดจากความชื้นที่สะสมตัวอยู่เป็นเวลานาน โดยอาจเกิดจากปัญหารั่วซึมภายในผนัง เช่น การรั่วซึมที่ท่อน้ำภายในผนัง หรือการติดตั้งท่อน้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่ได้รับการซ่อมแซม เมื่อทิ้งไว้นานวันจึงเกิดเชื้อราบนผนังขึ้นได้

2. ความชื้นเนื่องจากฝนตก
ความชื้นจากฝนตกในฤดูฝนที่สาดเข้าบ้านหรือผนังบ้านก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดราดำและเชื้อราบนผนัง เพราะแม้ฝนหยุดตกแต่ความชื้นยังคงสะสมตัวอยู่ในผนังบ้าน โดยเฉพาะผนังที่ไม่ได้ทำกันซึมให้ดี จะทำให้ความชื้นสะสมตัวในผนังและเกิดเชื้อราขึ้นในที่สุด

3. ความชื้นที่หลายคนมองข้าม
หลายบริเวณในบ้านมักเป็นพื้นที่สะสมความชื้นที่หลายคนมองข้าม เช่น ผนังที่อยู่ใกล้กับถังรองน้ำ ท่อน้ำในบ้าน ผนังห้องที่เกี่ยวข้องกับความชื้นอย่างห้องน้ำ ไปจนถึงผนังที่ติดเครื่องปรับอากาศหรือคอมเพรสเซอร์ บริเวณเหล่านี้ต่างก็เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อความชื้น ทำให้เกิดเชื้อราบนผนังได้ง่าย

7 วิธีกำจัดเชื้อราบนผนังและกำแพง
1. แอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์เป็นวิธีกําจัดเชื้อราบนผนังที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเป็นเชื้อราที่ไม่ได้ฝังลึกมากนัก ให้ใช้แปรงสีฟันขัดเชื้อราดำออกให้หมดเสียก่อน จากนั้นจึงใช้ผ้าชุบแอลกอฮอล์เช็ดบริเวณที่เกิดเชื้อรา เพื่อป้องการเจริญเติบโตของเชื้อราได้เป็นอย่างดี

2. ผงซักฟอก
ผสมผงซักฟอกกับน้ำ แล้วใช้ผ้าจุ่มน้ำค่อย ๆ เช็ดลงบนผนังเบา ๆ อย่าให้แรงจนเกินไป เพราะอาจทำให้สีผนังหลุดล่อนหรือเกิดร่องรอยเสียหายได้ เมื่อเช็ดเชื้อราออกจนหมดแล้ว ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดบริเวณที่มีเชื้อราอีกครั้งหนึ่ง เพื่อกำจัดสปอร์ออก จะเป็นวิธีกำจัดราดำบนผนังที่ได้ผลในระยะยาว

3. น้ำยาฟอกขาว
วิธีนี้ถือเป็นวิธีกำจัดราดำบนผนังด้วยสารเคมี ซึ่งมีส่วนผสมของคลอรีน ทำให้กำจัดได้ทั้งเชื้อรา ราดำ และตะไคร่น้ำ โดยใช้น้ำยาฟอกขาวหรือสารฟอกขาวผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1:99 แล้วนำมาใส่ขวดสเปรย์แล้วฉีดให้ทั่วบริเวณที่มีเชื้อราบนผนัง แล้วเช็ดด้วยน้ำสะอาด และขัดด้วยแปรงสีฟันอีกรอบหนึ่ง จะช่วยกําจัดเชื้อราบนผนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์อ่อน มักใช้ป้องกันแผลติดเชื้อ นิยมใช้กับแผลขนาดเล็ก รวมไปถึงใช้บ้วนปากป้องกันการติดเชื้อในช่องปากได้อีกด้วย เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อที่หาซื้อได้ง่าย และยังนำมาใช้กําจัดเชื้อราบนผนังได้อีกด้วย โดยนำไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 1 ถ้วย ผสมกับน้ำ 1 ถ้วย แล้วใช้ผ้าชุบน้ำที่ผสมแล้วเช็ดบนผนังที่มีเชื้อรา เมื่อเช็ดเรียบร้อยแล้ว นำเบกกิ้งโซดาเล็กน้อยผสมกับน้ำสะอาด 1 ถ้วย เช็ดบริเวณเดิมอีกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อราเกิดใหม่

5. แก้ปัญหารั่วซึม
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าปัญหาเชื้อราบนผนังนั้นเกิดจากการรั่วซึมในผนังบ้าน ไม่ว่าจะจากฝนสาดเข้าผนังหรือจากท่อน้ำรั่วซึม ดังนั้นการทำกันซึมที่ได้มาตรฐานก่อนปูกระเบื้องผนังหรือทาสี เป็นวิธีกำจัดราดำบนผนังจากต้นเหตุ โดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันซึมที่ยึดเกาะได้ดี ทนต่อสภาวะอากาศหรือรังสี UV อย่างจระเข้ เฟล็กซ์ ชิลด์ ซีเมนต์ทากันซึม ที่ใช้งานง่ายเพียงผสมน้ำแล้วทาก่อนปล่อยให้แห้งแล้วจึงทาสี ปูกระเบื้อง หรือจะปล่อยเปลือยก็ได้เช่นกัน

6. ระบายอากาศในบ้าน
อีกหนึ่งวิธีกําจัดเชื้อราบนผนังจากต้นเหตุ คือ หมั่นระบายอากาศในบ้านสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้นสะสมตัวในบ้าน โดยควรเปิดหน้าต่าง ประตู เพื่อระบายอากาศและให้แสงแดดส่องเข้าบ้าน หรือติดตั้งพัดลมระบายอากาศที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อให้ระบายอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Cr. บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

#รู้ไว้ใช่ว่า #น้ำท่วม #ฝนตก #ฝนตกน้ำท่วม #ฝนฟ้าคะนอง #ฝนถล่ม #ฝนโปรยปราย #ฝน #ท่วม #น้ำท่วมหนัก #น้ำลด #เชื้อรา #ผนังเป็นเชื้อรา #เชื้อราที่ผนัง #ราดำ #เชื้อราบนผนัง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, September 30th, 2026 at 11:00am
มะเร็งโพรงจมูกเกิดได้จากสาเหตุใด อาการเป็นไง?🤨

มะเร็งโพรงจมูกเกิดได้จากสาเหตุใด

มะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นหนึ่งในมะเร็งบริเวณศีรษะและคอที่พบบ่อยในประเทศไทย ช่วงอายุที่พบบ่อยคือ 30-60 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า โดยสาเหตุและปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่

– การติดเชื้อเรื้อรังของไวรัส EBV (Epstein-Barr Virus)
– ความเสี่ยงทางด้านพันธุกรรม พบมากในบริเวณ South East Asia
– พฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น การรับประทานเนื้อสัตว์หมักดองเป็นเวลานาน ปลาเค็ม เนื้อเค็ม แหนม ไส้กรอกอีสาน ซึ่งมีสารก่อมะเร็งที่ชื่อว่า ไนโตรซามีน (Nitrosamines) เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก โดยหากสูดดมสารนี้เข้าไปสัมผัสกับเยื่อบุหลังโพรงจมูก อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ DNA ของเซลล์เยื่อบุผิว จนเกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ได้
– การสัมผัสสารก่อมะเร็งจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นไม้หรือขี้เลื่อย ฝุ่นหนัง ฝุ่นจากสิ่งทอ บุหรี่ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์สารประกอบนิกเกิล ฟอร์มาดีไฮด์ และโครเมียม เป็นต้น


อาการของมะเร็งหลังโพรงจมูก

อาการแสดงของโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1. อาการทางจมูก มีอาการระคายเคืองหลังโพรงจมูก มีน้ำมูกปนเลือด มีเลือดออกทางจมูกบ่อยๆ แน่นจมูก หายใจไม่ค่อยสะดวก หรือคัดจมูก มีน้ำมูกไหลลงคอเรื้อรัง หรือเสียงเปลี่ยนไป
2. อาการทางหู การได้ยินบกพร่อง มีเสียงดังในหู รู้สึกปวดหู หรือมีของเหลวไหลออกจากหู เนื่องจากการทำงานผิดปกติของท่อเชื่อมหูชั้นกลาง เพราะการลุกลามของมะเร็ง เป็นผลให้ความกดอากาศในหูชั้นกลางลดลง ก่อให้เกิดอาการหูอื้อ และอาการนี้จะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
3. ก้อนที่คอ เป็นอาการที่สังเกตได้ค่อนข้างชัดของโรคนี้ โดยเฉพาะอาการของโรคมะเร็งหลังโพรงจมูกระยะที่ลุกลามไปถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ซึ่งจะตรวจพบก้อนที่คอเพียงก้อนเดียว หรือหลายก้อนแบบติดกัน-ห่างกันก็ได้ ทว่ากรณีที่พบบ่อยมักจะเจอก้อนที่คอเพียงก้อนเดียว มีลักษณะแข็ง ไม่เจ็บ และเคลื่อนไหวไปมาได้
4. อาการทางระบบประสาท ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะ มองเห็นภาพซ้อน ชาที่ใบหน้า เจ็บเสียวที่แก้มข้างเดียวกับตำแหน่งที่เป็นมะเร็ง และในรายที่อาการลุกลามมาก ผู้ป่วยอาจเป็นอัมพาตที่กล้ามเนื้อใบหน้า เวียนศีรษะ เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือสำลักอาหาร รวมทั้งมีการรับกลิ่นและรสที่เปลี่ยนไป
5. อาการอื่นๆ เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำๆ และอาจมีอาการอ้าปากไม่ขึ้น สำลักน้ำขึ้นจมูก เป็นต้น ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการลุกลามของเซลล์มะเร็งไปยังอวัยวะอื่น ตำแหน่งอื่น

Cr. ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #มะเร็ง #มะเร็งโพรงจมูก #อาการมะเร็งโพรงจมูก
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าTuesday, September 29th, 2026 at 9:05am
ทำไม ? …ต้องตรวจเลือด – ตรวจปัสสาวะ☺️

ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บทุกวันนี้ หลายโรคไม่สามารถวินิจฉัยได้ทันที แต่จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และนำผลที่ได้มาประกอบการวินิจฉัยเพื่อวางแผนการรักษา แต่ท่านทราบหรือไม่ การตรวจด้วยวิธีนี้เขาต้องเตรียมตัวกันอย่างไร และประโยชน์ที่ได้มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

การตรวจเลือด
• ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนตรวจ
ควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหมจนเกินไป งดดื่มสุรา งดยาบางชนิด (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง) ท่านสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ยกเว้นในการตรวจหาปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือด ควรงดอาหารนาน 8 – 12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด (ดื่มน้ำเปล่าได้)

• ตรวจเลือดแต่ละครั้งต้องใช้เลือดปริมาณเท่าไร
ใช้เลือดประมาณ 8 – 10 cc. ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณเลือดในร่างกายที่มีทั้งหมดประมาณ 5,000 cc. ดังนั้นจึงไม่มีผลเสียต่อร่างกาย
ส่วนการบริจาคเลือดแต่ละครั้ง ผู้บริจาคจะเสียเลือดประมาณ 400 cc. โดยที่ไม่มีอันตรายใด ๆ

• ใช้เวลาเท่าไรจึงจะทราบผล
ประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับการตรวจเลือดตามปกติ เช่น การตรวจเม็ดเลือด การตรวจสมรรถภาพของตับและไต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด แต่สำหรับการตรวจพิเศษบางอย่างนั้นอาจต้องใช้เวลานานเป็นวันจึงจะทราบผล เช่น ผลการเพาะเชื้อจากเลือด เป็นต้น

• เลือดที่ถูกเจาะไป ใช้ตรวจอะไรได้บ้าง
– ตรวจนับเม็ดเลือด เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคเลือด เช่น ธาลัสซีเมีย ลิวคีเมีย
– ตรวจสมรรถภาพของตับ ช่วยในการหาสาเหตุของภาวะดีซ่าน ช่วยวินิจฉัยโรคตับ เช่น โรคตับอักเสบ
– ตรวจสมรรถภาพของไต ช่วยในการวินิจฉัยโรคของไต เช่น ภาวะไตวาย
– ตรวจระดับไขมันในเลือด ช่วยในการวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
– ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
– ตรวจหาปริมาณฮอร์โมน ช่วยวินิจฉัยโรคของต่อมไร้ท่อ เช่น โรคธัยรอยด์เป็นพิษ
– ตรวจหาโรคติดเชื้อทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส
– ตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคออโตอิมมูน เช่น โรคเอสแอลอี โรคข้ออักเสบรูห์มาตอยด์
นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษอีกหลายชนิด ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาส่งตรวจตามความเหมาะสม

• มีการตรวจอะไรที่ช่วยติดตามผลการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดีกว่าการตรวจน้ำตาลในเลือดเพียงอย่างเดียว
การตรวจระดับ Hemoglobin A1C จะสามารถช่วยติดตามผลการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดีกว่าการตรวจน้ำตาลในเลือดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากสามารถบอกได้ถึงระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยภายในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมา

• การตรวจเลือดสามารถบอกถึงสาเหตุโลหิตจางได้หรือไม่
ได้บางชนิด เช่น ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ภาวะการแตกสลายของเม็ดเลือดแดง เป็นต้น

• โรคหัวใจวินิจฉัยด้วยการตรวจเลือดได้หรือไม่
ได้ เพราะจากประวัติการเจ็บหน้าอก การตรวจร่างกาย การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ร่วมกับการตรวจเลือดจะช่วยในการวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการตรวจเลือดในปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้นมากจนสามารถใช้วินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือดได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดอาการ และยังช่วยแยกโรคที่มีอาการใกล้เคียงกัน ทำให้แพทย์สามารถให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

• “โรตไต” วินิจฉัยจากการตรวจเลือดได้หรือไม่ ?
ได้ เนื่องจากการตรวจเลือดสามารถบอกถึงประสิทธิภาพในการกำจัดของเสียจากไตทางอ้อม โดยสังเกตจากปริมาณของเสียที่หลงเหลืออยู่ในเลือด และเมื่อนำมาประกอบการวินิจฉัยร่วมกับประวัติการเจ็บป่วย การตรวจร่างกายและผลการตรวจปัสสาวะ จะช่วยให้วินิจฉัยโรคหรือยืนยันการเกิดโรคไตได้อย่างถูกต้อง
ส่วนประโยชน์ของ “การตรวจปัสสาวะ” ก็มีมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการบอกถึงความผิดปกติของไต และระบบทางเดินปัสสาวะ โดยบอกได้ทั้งความผิดปกติของหน้าที่การทำงาน เช่น ไตวาย และความผิดปกติทางกายวิภาค เช่น การอักเสบติดเชื้อ นิ่ว เป็นต้น

เตรียมตัวให้พร้อม….
เก็บปัสสาวะที่ถ่ายหลังตื่นนอนตอนเช้า เพราะจะมีความเข้มข้น สามารถพบตะกอนของสารต่าง ๆ ได้ดี แต่มีเคล็ดลับเล็ก ๆ คือ ควรถ่ายปัสสาวะทิ้งไปเล็กน้อยก่อนแล้วค่อยถ่ายใส่ภาชนะ เพื่อลดการปนเปื้อนของเซลล์ต่าง ๆ บริเวณส่วนต้นของท่อปัสสาวะ

* สตรีที่มีประจำเดือน ไม่ควรตรวจ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ก่อนตรวจ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อความแม่นยำของผลที่ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการวินิจฉัยเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

Cr. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ตรวจเลือดประจำปี #เจาะเลือด #ตรวจร่างกาย #ตรวจสุขภาพประจำปี #ผลเลือด #ตรวจปัสสาวะ #ตรวจเลือด
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, September 28th, 2026 at 10:34am
5 สิ่งที่ต้องทำทันที… หลังสถานการณ์น้ำลด++😀

เมื่อระดับน้ำลดลงและสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย สิ่งสำคัญคือการทยอยกลับเข้าบ้านด้วยความระมัดระวัง พร้อมกับจัดการฟื้นฟูพื้นที่อยู่อาศัยและสภาพจิตใจตาม 5 ขั้นตอนนี้

1. ตรวจความปลอดภัยของบ้านอย่างละเอียด ตรวจสอบโครงสร้างตัวบ้าน คาน พื้น และเสาว่ามีรอยแตกร้าวหรือทรุดตัวหรือไม่ ห้ามเปิดสวิตช์ไฟหรือใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเด็ดขาดหากยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากช่างผู้ชำนาญ
2. นำสิ่งของเปียกน้ำไปผึ่งแดดและทำความสะอาด คัดแยกสิ่งของ เครื่องนอน เฟอร์นิเจอร์ หรือเสื้อผ้าที่โดนน้ำท่วม นำออกมาล้างทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค แล้วนำไปผึ่งแดดจัดๆ เพื่อไล่ความชื้น ป้องกันการเกิดเชื้อราและกลิ่นอับอันไม่พึงประสงค์
3. สวมอุปกรณ์ป้องกันก่อนเริ่มทำความสะอาด ขณะทำความสะอาดบ้าน ควรใส่รองเท้าบูท ถุงมือยาง และหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรค แบคทีเรีย สารพิษ หรือสัตว์มีพิษที่อาจมากับน้ำและซ่อนตัวอยู่ตามซอกมุม
4. ดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้ดี ความเครียดและความเหนื่อยล้าหลังภัยพิบัติเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ระวังโรคที่มากับน้ำลด เช่น น้ำกัดเท้า หรือไข้ฉี่หนู หากรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลรุนแรง ควรพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือขอคำปรึกษาจากแพทย์
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อซ่อมแซมบ้าน สำหรับความเสียหายหนัก เช่น ระบบประปา ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน หรือโครงสร้างหลักที่ได้รับผลกระทบจากกระแสน้ำ ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาประเมินราคาและซ่อมแซมอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยและป้องกันปัญหาบานปลายในระยะยาว

Cr. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย Anti-Fake News Center Thailand

#รู้ไว้ใช่ว่า #น้ำท่วม #ฝนตก #ฝนตกน้ำท่วม #ฝนฟ้าคะนอง #ฝนถล่ม #ฝนโปรยปราย #ฝน #ท่วม #น้ำท่วมหนัก #น้ำลด