รู้ไว้ใช่ว่าFriday, August 21st, 2026 at 9:55am
8 เรื่องควรทำป้องกันโรคหัวใจได้ตลอดชีวิต!!
1) เลี่ยงไขมันทรานส์
เนื่องจากไขมันทรานส์เป็นการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชให้คงสภาพกึ่งแข็งกึ่งเหลวเพื่อให้น้ำมันมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการทอด จึงถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น เบเกอรี่ พาย พัฟ เวเฟอร์ โดนัท คุกกี้ ขนมขบเคี้ยว ครีมเทียม เนยเทียม มาการีน จังก์ฟู้ดส์ อาหารทอดต่าง ๆ ซึ่งไขมันทรานส์เพิ่มระดับไขมันเลว (LDL – Low – Density Lipoproteins) ลดระดับไขมันดี (HDL – High – Density Lipoproteins) จึงส่งผลเสียต่อหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดโรคหัวใจตามมา หากบริโภคในปริมาณที่เกินพอดีหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคไขมันทรานส์ไม่เกิน 2.2 กรัมต่อวัน หรือ 0.5 กรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาวะหลอดเลือดหัวใจเสื่อมพบในคนอายุน้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ จากต้นเหตุที่เรียกว่าไขมันทรานส์
2) ออกกำลังเน้นช่วงเบิร์นไขมัน
การออกกำลังแบบ Fat Burn เป็นการออกกำลังกายในช่วงที่อัตราการเต้นของหัวใจเหมาะสมและมีสัดส่วนการเผาผลาญไขมันมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอื่น ๆ นั่นคือ 70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน โดยใช้สูตร 0.7 x ( 220 – อายุ) จะเท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสม เช่น อายุ 20 ปี อัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมคือ 140 ครั้งต่อนาที เป็นต้น โดยควรออกกำลังกายในช่วงเวลานี้ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน โดยเลือกประเภทการออกกำลังกายได้ตามใจชอบ
3) นอนให้พอและมีคุณภาพ
การนอนหลับพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะถ้าอยากให้หัวใจแข็งแรง ไม่ควรนอนน้อยกว่า 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน และจะต้องนอนหลับลึก (Deep Sleep) เพื่อให้ตื่นมาแล้วสดชื่นแจ่มใส ซึ่งช่วงหลับลึกในแต่ละคืนจะต้องมีให้เพียงพอ (30 – 50 นาที) เพื่อให้สมองและหัวใจได้พักผ่อนเต็มที่ กล่าวคือ อุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิตลดลง การเต้นของหัวใจลดลงเหลือ 40 – 60 ครั้งต่อนาที และจะมีการหลั่งโกรธฮอร์โมน (Growth Hormone) ถ้าปราศจากการนอนขั้นนี้ อาจนอนละเมอหรือฝันร้าย
ส่วนในเรื่องของการฝันนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากช่วงหลับลึก ร่างกายยังคงได้พักผ่อน แต่สมองจะตื่นตัวขึ้นเพื่อกระตุ้นส่วนความจำให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จำไว้ว่าไม่ใช่จำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียวที่สำคัญ คุณภาพการนอนต้องดีด้วย หากเรานอนกรนหรือตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ควรตรวจเช็กสุขภาพการนอนกับแพทย์เฉพาะทาง และหากทำอาชีพที่เข้างานเป็นกะหรือเป็นช่วงที่นอนน้อยติดต่อกันหลายวัน ควรต้องมีช่วงพักผ่อน (Vacation Time) ที่ยาวขึ้น เพื่อให้สมองได้ปรับวงจรการนอนใหม่ให้ได้สมดุล
4) จัดการความเครียดให้อยู่หมัด
ไม่ว่าสุขภาพร่างกายจะแข็งแรงแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ห้ามละเลยคือ ความเครียด โดยเฉพาะความเครียดเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ส่วนความเครียดฉับพลัน โดยเฉพาะความเศร้าหลังจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในเดือนแรกเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตของผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ถึง 2 – 3 เท่า และหากมีภาวะซึมเศร้าจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจประมาณ 1.5 – 2 เท่า ดังนั้นการจัดการความเครียดจึงมีความสำคัญ อาทิ การท่องเที่ยว การฝึกสมาธิ การทำจิตอาสา การแฮงก์เอาต์กับเพื่อน เป็นต้น
5) ระวังเบาหวานและไขมันในเลือดสูง
หากเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวะไขมันในเลือดสูงตั้งแต่อายุน้อยย่อมเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร โดยทั้งสองภาวะทำให้ผนังหลอดเลือดหัวใจอักเสบเรื้อรัง หากอุดตันจะส่งผลให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเรื้อรังหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายแบบเฉียบพลันได้
นอกจากนี้ในผู้ป่วยเบาหวานบางคนพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจทำงานน้อยกว่าปกติและบีบตัวน้อยกว่าปกติ แม้หลอดเลือดจะไม่ได้ตีบตัน ดังนั้นการควบคุมระดับน้ำตาลจึงมีความสำคัญ โดยระดับน้ำตาลปกติควรอยู่ที่ประมาณ 70 – 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากค่าสูงกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน
ที่สำคัญคือควรควบคุมระดับไขมันรวมในเลือดให้ต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยระดับไขมันเลว LDL ควรอยู่ที่ 100 – 129 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในคนทั่วไป หรือต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในคนที่ตรวจพบว่ามีตะกรันหรือคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ตลอดจนหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งนี้ควรออกกำลังกายเป็นประจำ งดสูบบุหรี่ และงดทานไขมันทรานส์ทุกชนิด เพื่อรักษาระดับไขมันดี HDL ให้มากกว่า 60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
6) อย่าเริ่มสูบบุหรี่และเลิกบุหรี่ให้เร็วที่สุด
เพราะการสูบบุหรี่นั้นไม่ว่าจะสูบมากหรือสูบน้อยมีผลต่อหลอดเลือดหัวใจและความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเท่ากัน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า 1 ใน 4 ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่และผู้ที่สูบบุหรี่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 10 เท่า เนื่องจากสารนิโคตินและก็าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่และสารอื่น ๆ ที่พบ ทำให้เส้นเลือดแข็ง ผนังเส้นเลือดหนา หัวใจเต้นไม่ปกติ หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ หัวใจขาดออกซิเจน เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ที่น่าสนใจคือการสูบบุหรี่เร่งการตีบตันของเส้นเลือดหัวใจให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้
7) ทานปลาบำรุงหัวใจ
การรับประทานปลาน้ำจืดหรือปลาทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ โดยผลการศึกษาในวารสาร JAMA ระบุว่า การที่ร่างกายได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 จะลดการเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันรุนแรงได้ถึง 10% ดังนั้นจึงควรทานปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาช่อน ปลาดุกเป็นประจำ เพราะช่วยลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน เนื่องจากเพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และลดระดับคอเลสเตอรอล แต่หากไม่ค่อยได้ทานเมนูปลา การทานน้ำมันปลาในรูปแบบแคปซูลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งควรประเมินความเสี่ยงโดยแพทย์เฉพาะทางก่อนรับประทาน ไม่ควรบริโภคเกิน 2 กรัมต่อวัน และตรวจเช็กแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือเพื่อให้ปลอดภัยต่อร่างกาย
8) ความสัมพันธ์ที่ดีลดเครียดหัวใจแข็งแรง
การมีความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationship) ที่ดีกับบุคคลอื่นมีส่วนช่วยในการลดความเครียด ลดภาวะซึมเศร้า นำมาซึ่งการมีหัวใจที่แข็งแรง เพราะเกิดความเชื่อใจ สบายใจ เพิ่มแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน ที่สำคัญเมื่อเกิดปัญหาสามารถแบ่งปันเรื่องราวระหว่างกัน ไม่ต้องเก็บความทุกข์ไว้คนเดียว ดังนั้นในปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิต การพูดคุยกันตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังไม่สามารถชดเชยการได้พบเจอเพื่อนเพื่อพูดคุยและสังสรรค์ หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ ไทเก๊กที่สวนสาธารณะ จิบน้ำชายามบ่าย ทำกิจกรรมจิตอาสา เป็นต้น และบางครั้งการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป ทำให้เกิดความเครียดจากการเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับชีวิตผู้อื่น
Cr. โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ป้องกันโรคหัวใจ #โรคหัวใจ #โรคหัวใจและหลอดเลือด
1) เลี่ยงไขมันทรานส์
เนื่องจากไขมันทรานส์เป็นการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชให้คงสภาพกึ่งแข็งกึ่งเหลวเพื่อให้น้ำมันมีคุณสมบัติที่เหมาะกับการทอด จึงถูกนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น เบเกอรี่ พาย พัฟ เวเฟอร์ โดนัท คุกกี้ ขนมขบเคี้ยว ครีมเทียม เนยเทียม มาการีน จังก์ฟู้ดส์ อาหารทอดต่าง ๆ ซึ่งไขมันทรานส์เพิ่มระดับไขมันเลว (LDL – Low – Density Lipoproteins) ลดระดับไขมันดี (HDL – High – Density Lipoproteins) จึงส่งผลเสียต่อหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดโรคหัวใจตามมา หากบริโภคในปริมาณที่เกินพอดีหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคไขมันทรานส์ไม่เกิน 2.2 กรัมต่อวัน หรือ 0.5 กรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาวะหลอดเลือดหัวใจเสื่อมพบในคนอายุน้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ จากต้นเหตุที่เรียกว่าไขมันทรานส์
2) ออกกำลังเน้นช่วงเบิร์นไขมัน
การออกกำลังแบบ Fat Burn เป็นการออกกำลังกายในช่วงที่อัตราการเต้นของหัวใจเหมาะสมและมีสัดส่วนการเผาผลาญไขมันมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอื่น ๆ นั่นคือ 70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน โดยใช้สูตร 0.7 x ( 220 – อายุ) จะเท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสม เช่น อายุ 20 ปี อัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมคือ 140 ครั้งต่อนาที เป็นต้น โดยควรออกกำลังกายในช่วงเวลานี้ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน โดยเลือกประเภทการออกกำลังกายได้ตามใจชอบ
3) นอนให้พอและมีคุณภาพ
การนอนหลับพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะถ้าอยากให้หัวใจแข็งแรง ไม่ควรนอนน้อยกว่า 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน และจะต้องนอนหลับลึก (Deep Sleep) เพื่อให้ตื่นมาแล้วสดชื่นแจ่มใส ซึ่งช่วงหลับลึกในแต่ละคืนจะต้องมีให้เพียงพอ (30 – 50 นาที) เพื่อให้สมองและหัวใจได้พักผ่อนเต็มที่ กล่าวคือ อุณหภูมิร่างกายและความดันโลหิตลดลง การเต้นของหัวใจลดลงเหลือ 40 – 60 ครั้งต่อนาที และจะมีการหลั่งโกรธฮอร์โมน (Growth Hormone) ถ้าปราศจากการนอนขั้นนี้ อาจนอนละเมอหรือฝันร้าย
ส่วนในเรื่องของการฝันนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากช่วงหลับลึก ร่างกายยังคงได้พักผ่อน แต่สมองจะตื่นตัวขึ้นเพื่อกระตุ้นส่วนความจำให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จำไว้ว่าไม่ใช่จำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียวที่สำคัญ คุณภาพการนอนต้องดีด้วย หากเรานอนกรนหรือตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ควรตรวจเช็กสุขภาพการนอนกับแพทย์เฉพาะทาง และหากทำอาชีพที่เข้างานเป็นกะหรือเป็นช่วงที่นอนน้อยติดต่อกันหลายวัน ควรต้องมีช่วงพักผ่อน (Vacation Time) ที่ยาวขึ้น เพื่อให้สมองได้ปรับวงจรการนอนใหม่ให้ได้สมดุล
4) จัดการความเครียดให้อยู่หมัด
ไม่ว่าสุขภาพร่างกายจะแข็งแรงแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ห้ามละเลยคือ ความเครียด โดยเฉพาะความเครียดเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ส่วนความเครียดฉับพลัน โดยเฉพาะความเศร้าหลังจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในเดือนแรกเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตของผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ถึง 2 – 3 เท่า และหากมีภาวะซึมเศร้าจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจประมาณ 1.5 – 2 เท่า ดังนั้นการจัดการความเครียดจึงมีความสำคัญ อาทิ การท่องเที่ยว การฝึกสมาธิ การทำจิตอาสา การแฮงก์เอาต์กับเพื่อน เป็นต้น
5) ระวังเบาหวานและไขมันในเลือดสูง
หากเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวะไขมันในเลือดสูงตั้งแต่อายุน้อยย่อมเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร โดยทั้งสองภาวะทำให้ผนังหลอดเลือดหัวใจอักเสบเรื้อรัง หากอุดตันจะส่งผลให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเรื้อรังหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายแบบเฉียบพลันได้
นอกจากนี้ในผู้ป่วยเบาหวานบางคนพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจทำงานน้อยกว่าปกติและบีบตัวน้อยกว่าปกติ แม้หลอดเลือดจะไม่ได้ตีบตัน ดังนั้นการควบคุมระดับน้ำตาลจึงมีความสำคัญ โดยระดับน้ำตาลปกติควรอยู่ที่ประมาณ 70 – 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากค่าสูงกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน
ที่สำคัญคือควรควบคุมระดับไขมันรวมในเลือดให้ต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยระดับไขมันเลว LDL ควรอยู่ที่ 100 – 129 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในคนทั่วไป หรือต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในคนที่ตรวจพบว่ามีตะกรันหรือคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ตลอดจนหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งนี้ควรออกกำลังกายเป็นประจำ งดสูบบุหรี่ และงดทานไขมันทรานส์ทุกชนิด เพื่อรักษาระดับไขมันดี HDL ให้มากกว่า 60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
6) อย่าเริ่มสูบบุหรี่และเลิกบุหรี่ให้เร็วที่สุด
เพราะการสูบบุหรี่นั้นไม่ว่าจะสูบมากหรือสูบน้อยมีผลต่อหลอดเลือดหัวใจและความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเท่ากัน ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า 1 ใน 4 ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่และผู้ที่สูบบุหรี่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 10 เท่า เนื่องจากสารนิโคตินและก็าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่และสารอื่น ๆ ที่พบ ทำให้เส้นเลือดแข็ง ผนังเส้นเลือดหนา หัวใจเต้นไม่ปกติ หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ หัวใจขาดออกซิเจน เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ที่น่าสนใจคือการสูบบุหรี่เร่งการตีบตันของเส้นเลือดหัวใจให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้
7) ทานปลาบำรุงหัวใจ
การรับประทานปลาน้ำจืดหรือปลาทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ โดยผลการศึกษาในวารสาร JAMA ระบุว่า การที่ร่างกายได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 จะลดการเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันรุนแรงได้ถึง 10% ดังนั้นจึงควรทานปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาช่อน ปลาดุกเป็นประจำ เพราะช่วยลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน เนื่องจากเพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และลดระดับคอเลสเตอรอล แต่หากไม่ค่อยได้ทานเมนูปลา การทานน้ำมันปลาในรูปแบบแคปซูลก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งควรประเมินความเสี่ยงโดยแพทย์เฉพาะทางก่อนรับประทาน ไม่ควรบริโภคเกิน 2 กรัมต่อวัน และตรวจเช็กแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือเพื่อให้ปลอดภัยต่อร่างกาย
8) ความสัมพันธ์ที่ดีลดเครียดหัวใจแข็งแรง
การมีความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationship) ที่ดีกับบุคคลอื่นมีส่วนช่วยในการลดความเครียด ลดภาวะซึมเศร้า นำมาซึ่งการมีหัวใจที่แข็งแรง เพราะเกิดความเชื่อใจ สบายใจ เพิ่มแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน ที่สำคัญเมื่อเกิดปัญหาสามารถแบ่งปันเรื่องราวระหว่างกัน ไม่ต้องเก็บความทุกข์ไว้คนเดียว ดังนั้นในปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลกับการใช้ชีวิต การพูดคุยกันตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังไม่สามารถชดเชยการได้พบเจอเพื่อนเพื่อพูดคุยและสังสรรค์ หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ ไทเก๊กที่สวนสาธารณะ จิบน้ำชายามบ่าย ทำกิจกรรมจิตอาสา เป็นต้น และบางครั้งการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป ทำให้เกิดความเครียดจากการเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับชีวิตผู้อื่น
Cr. โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ป้องกันโรคหัวใจ #โรคหัวใจ #โรคหัวใจและหลอดเลือด
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, August 20th, 2026 at 10:15am
เครียดมากไป ระวังปัญหาในช่องปากโดยไม่รู้ตัว…
เมื่อร่างกายมีความเครียด จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น
– ฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) สูงขึ้น
– ภูมิคุ้มกันลดลง
– กล้ามเนื้อเกร็งโดยไม่รู้ตัว อาจส่งผลให้กัดฟันตอนเครียด/นอนกัดฟัน
– พฤติกรรมสุขภาพช่องปากที่เปลี่ยนไปเมื่อเครียด เช่น แปรงฟัน/ใช้ไหมขัดฟันไม่สม่ำเสมอ, สูบบุหรี่/ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น, กัดเล็บ/เคี้ยวปากกา/กัดปาก/กัดแก้ม เป็นต้น
ปัญหาและโรคในช่องปากที่เกิดจากความเครียด
1. นอนกัดฟัน / กัดฟันตอนเครียด (Bruxism)
ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ฟันสึก/ฟันแตกร้าว, ปวดกราม/ปวดกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เป็นต้น
2. ปัญหาขากรรไกร / ข้อต่อขากรรไกร (TMD)
อาการที่พบได้ มีดังนี้ อ้าปากลำบาก, มีเสียง “คลิก” ที่ขากรรไกร, ปวดบริเวณใบหน้า
3. เหงือกอักเสบ / โรคปริทันต์
เหงือกบวม มีเลือดออกง่าย โดยโรคอาจลุกลามจนฟันโยกได้
4. ปากแห้ง (Xerostomia)
ความเครียดทำให้น้ำลายน้อยลง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและมีกลิ่นปาก
5. แผลร้อนใน (Aphthous ulcer)
เมื่อเกิดความเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดแผลร้อนในได้ มีอาการเจ็บแสบในช่องปาก
6. อาการแสบร้อนในช่องปาก (Burning Mouth Syndrome)
เป็นความรู้สึกแสบบริเวณช่องปากโดยไม่มีแผลชัดเจน พบร่วมได้มากกับความเครียดหรือวิตกกังวล
คำแนะนำในการดูแลตนเอง
– ลดความเครียด
— นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
— ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
— ฝึกผ่อนคลาย เช่น หายใจลึก ๆ
– ดูแลสุขภาพช่องปาก
— แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟัน
— พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน
– สังเกตการกัดฟัน
— หากมีอาการกัดฟัน ควรพบทันตแพทย์ โดยอาจต้องใส่เฝือกสบฟัน (Occlusal splint)
สัญญาณที่ควรมาพบทันตแพทย์
– ปวดขากรรไกร หรืออ้าปากลำบาก
– ฟันสึกหรือเสียวฟันมากผิดปกติ
– เหงือกบวม เลือดออก
– มีแผลในช่องปากที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์
กล่าวโดยสรุป ความเครียดส่งผลต่อช่องปากทั้งทางตรงและทางอ้อม ยิ่งเครียดมาก ความเสี่ยงต่อโรคในช่องปากยิ่งเพิ่ม การดูแลทั้ง “จิตใจ” และ “ช่องปาก” ไปพร้อมกัน คือกุญแจสำคัญของสุขภาพที่ดี
Cr. คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #กลิ่นปาก #ช่องปาก #ปากเหม็น #เครียดสะสม
เมื่อร่างกายมีความเครียด จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น
– ฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) สูงขึ้น
– ภูมิคุ้มกันลดลง
– กล้ามเนื้อเกร็งโดยไม่รู้ตัว อาจส่งผลให้กัดฟันตอนเครียด/นอนกัดฟัน
– พฤติกรรมสุขภาพช่องปากที่เปลี่ยนไปเมื่อเครียด เช่น แปรงฟัน/ใช้ไหมขัดฟันไม่สม่ำเสมอ, สูบบุหรี่/ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น, กัดเล็บ/เคี้ยวปากกา/กัดปาก/กัดแก้ม เป็นต้น
ปัญหาและโรคในช่องปากที่เกิดจากความเครียด
1. นอนกัดฟัน / กัดฟันตอนเครียด (Bruxism)
ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา เช่น ฟันสึก/ฟันแตกร้าว, ปวดกราม/ปวดกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เป็นต้น
2. ปัญหาขากรรไกร / ข้อต่อขากรรไกร (TMD)
อาการที่พบได้ มีดังนี้ อ้าปากลำบาก, มีเสียง “คลิก” ที่ขากรรไกร, ปวดบริเวณใบหน้า
3. เหงือกอักเสบ / โรคปริทันต์
เหงือกบวม มีเลือดออกง่าย โดยโรคอาจลุกลามจนฟันโยกได้
4. ปากแห้ง (Xerostomia)
ความเครียดทำให้น้ำลายน้อยลง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุและมีกลิ่นปาก
5. แผลร้อนใน (Aphthous ulcer)
เมื่อเกิดความเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้เกิดแผลร้อนในได้ มีอาการเจ็บแสบในช่องปาก
6. อาการแสบร้อนในช่องปาก (Burning Mouth Syndrome)
เป็นความรู้สึกแสบบริเวณช่องปากโดยไม่มีแผลชัดเจน พบร่วมได้มากกับความเครียดหรือวิตกกังวล
คำแนะนำในการดูแลตนเอง
– ลดความเครียด
— นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
— ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
— ฝึกผ่อนคลาย เช่น หายใจลึก ๆ
– ดูแลสุขภาพช่องปาก
— แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟัน
— พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากทุก 6 เดือน
– สังเกตการกัดฟัน
— หากมีอาการกัดฟัน ควรพบทันตแพทย์ โดยอาจต้องใส่เฝือกสบฟัน (Occlusal splint)
สัญญาณที่ควรมาพบทันตแพทย์
– ปวดขากรรไกร หรืออ้าปากลำบาก
– ฟันสึกหรือเสียวฟันมากผิดปกติ
– เหงือกบวม เลือดออก
– มีแผลในช่องปากที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์
กล่าวโดยสรุป ความเครียดส่งผลต่อช่องปากทั้งทางตรงและทางอ้อม ยิ่งเครียดมาก ความเสี่ยงต่อโรคในช่องปากยิ่งเพิ่ม การดูแลทั้ง “จิตใจ” และ “ช่องปาก” ไปพร้อมกัน คือกุญแจสำคัญของสุขภาพที่ดี
Cr. คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #กลิ่นปาก #ช่องปาก #ปากเหม็น #เครียดสะสม
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, August 19th, 2026 at 10:07am
งดของหวาน 2 สัปดาห์ ก่อนตรวจร่างกาย ช่วยให้ค่าน้ำตาลสูงเกินไปได้ไหม?
เรามักจะคุ้นเคยกับการงดของหวาน 1-2 สัปดาห์หรืออย่างน้อยสุด 4-5 วันก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อไม่ให้ค่าน้ำตาลสูงเกินไป หรือถูกหมอจับได้ว่าพฤติกรรมการทานน้ำตาลของเรานั้นแสนหนักหน่วง
แต่การงดในช่วงเวลาเพียงเท่านี้ ไม่สามารถโกหกค่า HbA1c หรือ การตรวจฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (Hemoglobin A1C; HbA1C) ได้ เพราะค่าการตรวจนี้จะเป็นการตรวจน้ำตาลสะสมในเลือดตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา
ถ้าเราได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการที่ร่างกายจะนำไปใช้ น้ำตาลบางส่วนที่เหลือในเลือดจะไปจับกับเม็ดเลือดแดง จนมีปริมาณฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยประเมินความสามารถในการควบคุมเบาหวานของผู้ป่วยเบาหวานได้ดี อีกทั้งยังช่วยให้แพทย์สามารถประเมินและป้องกันโรคแทรกซ้อนของผู้ป่วยได้ดีขึ้นอีกด้วย
.
#ดูค่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือดอย่างไร
ค่าปกติ : HbA1C = น้อยกว่า 6.0 mg%
เสี่ยงเป็นเบาหวาน : HbA1C = 6.0 mg% ถึง 6.4 mg%
เป็นเบาหวาน : HbA1C = มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5 mg%
.
ดังนั้นการควบคุมอาหารและทานของหวาน น้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมในระยะยาวรวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างให้ขาด จึงเป็นการป้องกันโรคที่ยั่งยืนที่สุดค่ะ
Cr. โรงพยาบาลพญาไท
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #งดหวาน #ตรวจร่างกาย #งดของหวาน #ค่าน้ำตาลสูง #น้ำตาลสะสมในเลือด #ควบคุมอาหาร #ของหวาน #ตรวจสุขภาพประจำปี #ตรวจสุขภาพฟรี
เรามักจะคุ้นเคยกับการงดของหวาน 1-2 สัปดาห์หรืออย่างน้อยสุด 4-5 วันก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อไม่ให้ค่าน้ำตาลสูงเกินไป หรือถูกหมอจับได้ว่าพฤติกรรมการทานน้ำตาลของเรานั้นแสนหนักหน่วง
แต่การงดในช่วงเวลาเพียงเท่านี้ ไม่สามารถโกหกค่า HbA1c หรือ การตรวจฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (Hemoglobin A1C; HbA1C) ได้ เพราะค่าการตรวจนี้จะเป็นการตรวจน้ำตาลสะสมในเลือดตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา
ถ้าเราได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการที่ร่างกายจะนำไปใช้ น้ำตาลบางส่วนที่เหลือในเลือดจะไปจับกับเม็ดเลือดแดง จนมีปริมาณฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยประเมินความสามารถในการควบคุมเบาหวานของผู้ป่วยเบาหวานได้ดี อีกทั้งยังช่วยให้แพทย์สามารถประเมินและป้องกันโรคแทรกซ้อนของผู้ป่วยได้ดีขึ้นอีกด้วย
.
#ดูค่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือดอย่างไร
ค่าปกติ : HbA1C = น้อยกว่า 6.0 mg%
เสี่ยงเป็นเบาหวาน : HbA1C = 6.0 mg% ถึง 6.4 mg%
เป็นเบาหวาน : HbA1C = มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5 mg%
.
ดังนั้นการควบคุมอาหารและทานของหวาน น้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมในระยะยาวรวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างให้ขาด จึงเป็นการป้องกันโรคที่ยั่งยืนที่สุดค่ะ
Cr. โรงพยาบาลพญาไท
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #งดหวาน #ตรวจร่างกาย #งดของหวาน #ค่าน้ำตาลสูง #น้ำตาลสะสมในเลือด #ควบคุมอาหาร #ของหวาน #ตรวจสุขภาพประจำปี #ตรวจสุขภาพฟรี
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, August 17th, 2026 at 12:43pm
แก่ง่าย ตายไว เพราะใส่… ครีมเทียม+++
กาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด กาแฟไม่ได้มีอันตรายอะไรต่อสุขภาพ หากไม่ดื่มมากจนได้รับคาเฟอีนมากเกินไป แต่ตัวร้ายที่บ่อนทำลายสุขภาพคือ ครีมเทียม ซึ่งมักประกอบด้วย…
1. น้ำมัน
– เพื่อให้เกิดความหอมมัน
– มักใช้น้ำมันประเภท “Partially hydrogenated soybean oil” อยู่ในกลุ่ม ไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่เลวร้ายต่อสุขภาพที่สุด
* เมื่อรับประทานเข้าไป:
– เพิ่มความเสี่ยงอ้วนลงพุง
– เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
– เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง
2. น้ำเชื่อม
– ใช้กันมากคือ Corn syrup และ High Fructose Corn Syrup (HFCS) ใช้กันมาก เพราะราคาถูก
* เมื่อรับประทานเข้าไป:
– ระดับน้ำตาล in เลือดขึ้นเร็ว
– ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
– เพิ่มความเสี่ยงอ้วนลงพุง
– เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
3. สี + สารแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์
– เพื่อให้ผงครีมเทียมมีรสชาติเหมือนครีมจริง
[ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับไขมันทรานส์]
“0% Trans Fat” ไม่เท่ากับ ไม่มีไขมันทรานส์
เพราะตามกฎแล้ว หากผลิตภัณฑ์ใดมีไขมันทรานส์น้อยกว่า 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค จะสามารถแอบอ้างว่า 0% Trans Fat ได้โดยไม่ผิดกฎกติกา
[คำแนะนำทางเลือกสุขภาพ]
อาจลองเปลี่ยนมาใส่ นมวัวไขมันต่ำ หรือ นมถั่วเหลืองรสจืด แทน
Cr. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #กาแฟ #กาแฟสด #กาแฟดำ #กาแฟเย็น #กาแฟเพื่อสุขภาพ #กาแฟอร่อย #ครีมเทียม
กาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด กาแฟไม่ได้มีอันตรายอะไรต่อสุขภาพ หากไม่ดื่มมากจนได้รับคาเฟอีนมากเกินไป แต่ตัวร้ายที่บ่อนทำลายสุขภาพคือ ครีมเทียม ซึ่งมักประกอบด้วย…
1. น้ำมัน
– เพื่อให้เกิดความหอมมัน
– มักใช้น้ำมันประเภท “Partially hydrogenated soybean oil” อยู่ในกลุ่ม ไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นไขมันที่เลวร้ายต่อสุขภาพที่สุด
* เมื่อรับประทานเข้าไป:
– เพิ่มความเสี่ยงอ้วนลงพุง
– เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
– เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง
2. น้ำเชื่อม
– ใช้กันมากคือ Corn syrup และ High Fructose Corn Syrup (HFCS) ใช้กันมาก เพราะราคาถูก
* เมื่อรับประทานเข้าไป:
– ระดับน้ำตาล in เลือดขึ้นเร็ว
– ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
– เพิ่มความเสี่ยงอ้วนลงพุง
– เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
3. สี + สารแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์
– เพื่อให้ผงครีมเทียมมีรสชาติเหมือนครีมจริง
[ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับไขมันทรานส์]
“0% Trans Fat” ไม่เท่ากับ ไม่มีไขมันทรานส์
เพราะตามกฎแล้ว หากผลิตภัณฑ์ใดมีไขมันทรานส์น้อยกว่า 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค จะสามารถแอบอ้างว่า 0% Trans Fat ได้โดยไม่ผิดกฎกติกา
[คำแนะนำทางเลือกสุขภาพ]
อาจลองเปลี่ยนมาใส่ นมวัวไขมันต่ำ หรือ นมถั่วเหลืองรสจืด แทน
Cr. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #กาแฟ #กาแฟสด #กาแฟดำ #กาแฟเย็น #กาแฟเพื่อสุขภาพ #กาแฟอร่อย #ครีมเทียม
รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, August 15th, 2026 at 10:57am
แนะนำ แปรงฟันสูตร 222 +++
แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง นาน 2 นาที และปล่อยให้ช่องปากว่าง (สะอาด) 2 ชั่วโมงหลังการแปรงฟัน คือไม่กินอะไรหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง
– แปรงฟัน เช้า-ก่อนนอน ทำไมต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
เพื่อลดเชื้อจุลินทรีย์หรือผลิตที่สะสมในช่องปาก อย่างน้อย 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน
– แปรงฟันนาน 2 นาที การแปรงฟันนาน 2 นาทีขึ้นไป
เพื่อให้แน่ใจว่าแปรงฟันสะอาด ทั่วถึงครบทุกซี่ทุกด้านของฟันในปาก
– งดทานอาหารหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง
ไม่ควรรับประทานอาหารหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาปากสะอาดนานที่สุด และลดการเกิดจุลินทรีย์ในช่องปากที่เพิ่มขึ้น
Cr. กองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #แปรงฟัน #แปรงฟันให้สะอาด #แปรงฟัน222 #ฟันขาวสะอาด #ฟันผุ #รักษาฟัน #ฟันสะอาด
แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง นาน 2 นาที และปล่อยให้ช่องปากว่าง (สะอาด) 2 ชั่วโมงหลังการแปรงฟัน คือไม่กินอะไรหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง
– แปรงฟัน เช้า-ก่อนนอน ทำไมต้องแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
เพื่อลดเชื้อจุลินทรีย์หรือผลิตที่สะสมในช่องปาก อย่างน้อย 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน
– แปรงฟันนาน 2 นาที การแปรงฟันนาน 2 นาทีขึ้นไป
เพื่อให้แน่ใจว่าแปรงฟันสะอาด ทั่วถึงครบทุกซี่ทุกด้านของฟันในปาก
– งดทานอาหารหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง
ไม่ควรรับประทานอาหารหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาปากสะอาดนานที่สุด และลดการเกิดจุลินทรีย์ในช่องปากที่เพิ่มขึ้น
Cr. กองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #แปรงฟัน #แปรงฟันให้สะอาด #แปรงฟัน222 #ฟันขาวสะอาด #ฟันผุ #รักษาฟัน #ฟันสะอาด
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, August 13th, 2026 at 10:48am
เลือกใช้ให้ถูกระหว่าง น้ำบริสุทธิ์ กับ น้ำสะอาด…
– น้ำบริสุทธิ์ คือ น้ำที่ปราศจากสิ่งเจือปนทุกชนิดได้จากขั้นตอนการทำน้ำให้ระเหยแล้วกลั่นตัวกลับเป็นหยดน้ำจึงเรียกน้ำกลั่นมีความสามารถในการทำละลายได้สูงไม่เหมาะสำหรับการบริโภคจะทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุที่จำเป็น
– น้ำสะอาด คือ น้ำที่ปราศจากสิ่งสกปรกที่เป็นโทษต่อร่างกายแต่ยังหลงเหลือไว้ซึ่งสารละลายและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีประโยชน์อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมแก่การบริโภค
Cr. Drinkco
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #น้ำดื่ม #น้ำบริสุทธิ์ #น้ำสะอาด #น้ำเพื่อบริโภค
– น้ำบริสุทธิ์ คือ น้ำที่ปราศจากสิ่งเจือปนทุกชนิดได้จากขั้นตอนการทำน้ำให้ระเหยแล้วกลั่นตัวกลับเป็นหยดน้ำจึงเรียกน้ำกลั่นมีความสามารถในการทำละลายได้สูงไม่เหมาะสำหรับการบริโภคจะทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุที่จำเป็น
– น้ำสะอาด คือ น้ำที่ปราศจากสิ่งสกปรกที่เป็นโทษต่อร่างกายแต่ยังหลงเหลือไว้ซึ่งสารละลายและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีประโยชน์อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมแก่การบริโภค
Cr. Drinkco
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #น้ำดื่ม #น้ำบริสุทธิ์ #น้ำสะอาด #น้ำเพื่อบริโภค







