Rich Property Management

บริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดและหมู่บ้านจัดสรรอย่างมืออาชีพ

รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, August 3rd, 2026 at 1:50pm
รวมอาหารที่เก็บได้นานหลายปี ++

อาหารที่เก็บได้ 1-3 ปี

= ซุปก้อน – เก็บไว้ในตู้ที่ไม่โดนแสงแดด
= ดาร์กช็อกโกแลต – เก็บในอุณหภูมิปกติ เมืองไทยควรเอาไว้ในตู้เย็น ไม่เอาออกจากห่อ
= เส้นพาสต้า – เก็บไว้ในภาชนะสุญญากาศ
= เนื้ออบแห้ง – ปิดผนึกไว้ในตู้ที่ไม่โดนแสงแดด
= ข้าวโอ๊ต – เก็บในภาชนะสุญญากาศ
= น้ำมัน – เก็บไว้ในตู้ที่ไม่โดนความร้อน
= บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป – เก็บในห่อที่อุณหภูมิปกติ
= ชา – เก็บในถุง หรือภาชนะที่ปิดสนิท
= ซอสมะเขือเทศ – เก็บในขวดโหลหรือกระป๋องซอส
= แยมและเยลลี่ยังไม่ได้เปิด -เก็บไว้ในตู้ที่มิดชิด

อาหารที่เก็บได้ 3-5 ปี

= ทูน่ากระป๋อง – เก็บไว้ในตู้ที่มิดชิด
= แตงกวาดองยังไม่เปิดฝา – เก็บไว้ในตู้ที่มิดชิด
= เครื่องเทศ – เก็บในภาชนะสุญญากาศในที่แห้งและเย็น

อาหารที่เก็บได้ 5-10 ปี

= ผลไม้กระป๋อง – เก็บไว้ในตู้ที่มิดชิด
= ธัญพืช – เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในตู้ที่มิดชิด
= กากน้ำตาล – เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในตู้ที่มิดชิด

อาหารที่เก็บได้ 10 ปีขึ้นไป

= กาแฟสำเร็จรูป – เก็บไว้ในห่อเดิม หรือภาชนะสุญญากาศ
= นมผง – เก็บในภาชนะสุญญากาศ

อาหารที่ไม่มีวันหมดอายุ เก็บได้ตลอดไป

= แป้งข้าวโพด ใส่ในภาชนะเดิม – เก็บในที่แห้งและมืด
= ถั่วแห้ง – เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในตู้ที่มิดชิด
= เหล้า – เก็บตามปกติที่อุณหภูมิห้อง
= เมเปิลไซรัปยังไม่เปิด – เก็บไว้ในตู้ที่มิดชิด
= เมล็ดป๊อปคอร์น – ใส่ในภาชนะเดิม เก็บในที่แห้ง
= ผงเยลลี่ – เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในตู้ที่มิดชิด
= น้ำผึ้งดิบ – ปิดฝาให้แน่น ป้องกันความชื้น
= เกลือ – เก็บไว้ในที่เย็น มืด และแห้ง โดยมีอุณหภูมิคงที่
= ถั่วเหลือง – เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในตู้ที่มิดชิด
= ซอสต่างๆ ที่ยังไม่เปิดขวด – เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในตู้ที่มิดชิด
= น้ำตาล – เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในตู้ที่มิดชิด
= วานิลลาสกัด – เก็บในที่มืด ห่างจากแสงแดด แหล่งความร้อน และความชื้น
= น้ำส้มสายชู – เก็บในภาชนะที่ปิดสนิท อยู่ในที่เย็นและแห้ง ห่างจากแหล่งความร้อน

Cr. มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

#รู้ไว้ใช่ว่า #ถนอมอาหาร #ถนอมอาหารไว้กินนานๆ #ของแห้ง #เก็บอาหาร #อุ่นอาหาร
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSunday, August 2nd, 2026 at 11:44am
ต้นไม้ช่วยลดเสียงรบกวนในบ้าน++

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ต้นไม้บางชนิดมีความสามารถพิเศษในการ “ดูดซับเสียงสะท้อน” ทำให้บ้านของคุณเงียบสงบขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
มาทำความรู้จักกับต้นไม้มหัศจรรย์เหล่านี้กัน!!

🌱 บอสตันเฟิร์น: โดดเด่นด้วยรูปทรงใบที่สวยงาม และที่น่าทึ่งคือความสามารถในการลดเสียงรบกวนได้สูงถึง 98% ทำให้บ้านคุณเงียบสงบอย่างเห็นได้ชัด

🌱 นางฟ้าจำแลง: สวยงามและมากประโยชน์! ต้นนี้ช่วยลดเสียงรบกวนได้ แถมยังปรับตัวได้ดี ปลูกได้ทั้งในร่มและกลางแจ้ง

🌱 เดหลี: นอกจากความสวยงามของดอกและใบแล้ว ต้นเดหลียังเป็น “ฮีโร่” ในการลดเสียงรบกวน และยังช่วย “ฟอกอากาศ” ภายในบ้านให้บริสุทธิ์ แถมยังปลอดศัตรูพืชอีกด้วย!

🌱 ยางอินเดีย: ด้วยใบหนาและใหญ่ ทำหน้าที่เหมือนกำแพงธรรมชาติในการซับเสียง ลดเสียงสะท้อนภายในห้อง อีกทั้งยังช่วยดักจับฝุ่นในอากาศ และเสริมบรรยากาศหรูหราให้มุมบ้านของคุณดูโดดเด่นขึ้น

🌱 ลิ้นมังกร: เป็นไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอึดและทนทาน แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แสงน้อยหรือขาดน้ำก็ยังเติบโตได้ดี นอกจากจะช่วยซับเสียงรบกวนแล้ว ยังปล่อยออกซิเจนตอนกลางคืน ทำให้ห้องนอนสดชื่นและนอนหลับสบายขึ้น

🌱 เศรษฐีเรือนใน: ไม้มงคลที่คนไทยนิยมปลูกเพราะเชื่อว่าเสริมสิริมงคลแก่บ้าน แต่ประโยชน์ที่ซ่อนอยู่คือความสามารถในการช่วยซับเสียง ลดความก้องในห้อง เพิ่มบรรยากาศสงบเย็น และยังดูแลง่าย โตไว ไม่เปลืองพื้นที่
เปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งความผ่อนคลาย ด้วยต้นไม้ที่มากกว่าแค่ความสวยงาม!

Cr. LPP Property

#รู้ไว้ใช่ว่า #ต้นไม้ #ต้นไม้ลดเสียง #ต้นไม้มงคล #ต้นไม้ฟอกอากาศ #เสียงรบกวน #เสียงรบกวนในบ้าน #เสียงรบกวนภายนอก #ข้างบ้าน #ข้างบ้านเสียงดัง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, July 31st, 2026 at 12:56pm
ผมหงอก ยิ่งถอนยิ่งหงอกจริงหรือ ?

เส้นผมของคนเรา นั้นประกอบไปด้วย เส้นผม เซลล์สร้างเนื้อผม เซลล์สร้างเม็ดสี ซึ่งจะคอยทำหน้าที่ป้อนเม็ดสีเข้าไปในเนื้อผม ทำให้เส้นผมไม่เกิดสีขาว เนื่องจากสาเหตุที่ผมมีสีขาวหรือที่เรียกกันว่า ผมหงอก นั้น ในทางการแพทย์ให้คำอธิบายกับเรื่องนี้ว่า เกิดจากเม็ดสีเมลานินของเส้นผม ทำงานลดลง หรือหยุดทำงาน จึงทำให้ผมเป็นสีขาว หยาบ และดูไม่เป็นประกาย สาเหตุเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ รวมถึงความเครียด การดื่มเหล้า และการสูบบุหรี่นั้น ทำให้ผมหงอกไวขึ้นด้วย

นอกจากนี้สาเหตุของผมหงอก ก็สามารถเกิดจากโรคบางโรคได้ เช่น ผมร่วงเป็นหย่อม หรือโรคด่างขาว โรคที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต่อร่างกาย โรคเรื้อรังที่ส่งผลทำให้เกิดความเครียดต่อร่างกาย ส่วนผมหงอกที่กลับมาดำได้นั้น เป็นผมหงอกที่เกิดจากโรคภายในร่างกาย

ถ้ารักษาโรคหายแล้ว ผมก็จะกลับมาดำได้ โรคที่ทำให้เกิดผมหงอก ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง โรคต่อมไทรอยด์ โรคด่างขาว รวมทั้งการบาดเจ็บและโรคของระบบประสาท ผมร่วงเป็นหย่อม การล้มป่วยบางอย่าง เช่น โรคมาลาเรีย และโรคไข้หวัดใหญ่ ส่วนอายุที่เริ่มมีผมหงอกขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ ในชาวต่างชาติที่มีผิวขาว ผมจะเริ่มหงอกครั้งแรกตั้งแต่อายุ 24-44 ปี ในคนผิวสีจะเริ่มหงอกเมื่ออายุ 34-54 ปี ส่วนชาวเอเชีย จะเริ่มมีผมหงอกตั้งแต่อายุ 30-40 ปี ผมที่เริ่มหงอกตามวัยนี้ไม่สามารถกลับมาดำได้อีก ส่วนผมที่หงอกก่อนวัย จะเริ่มหงอกก่อนอายุ 20 ปีในคนผิวดำ ส่วนคนเอเชียผมจะเริ่มหงอกก่อนอายุ 30 ปี ซึ่งเป็นเรื่องตามธรรมชาติ

ส่วนประเด็นที่ว่า ยิ่งถอนผมหงอก ผมหงอกก็จะยิ่งขึ้นนั้น อธิบายได้ว่า “ไม่เป็นความจริง” เพราะการขาดสารอาหารบางตัว เช่น วิตามินบี 12 อาจทำให้มีผมหงอกได้ ในบางกรณีความเครียดอาจทำให้ผมหงอกได้เช่นกัน ซึ่งบางคนเชื่อว่า ความเครียดทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี ถ้ากินวิตามินบีขนาดสูง อาจทำให้ผมหงอกกลับดำได้ การกินยาบางตัว เช่น คลอโรควิน อาจทำให้คนที่มีผมสีอ่อนหรือผมน้ำตาลแดงกลายเป็นสีขาวได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ผมหงอก ไม่สามารถรักษาได้ ทำได้เพียงเล็มออกหรือย้อมสีผมเพื่อปกปิดผมหงอกเท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก อาจารย์ นายแพทย์ พูลเกียรติ สุชนวณิช หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

Cr. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ผมหงอก #ถอนผมขาว #ถอนผมหงอก
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, July 30th, 2026 at 10:31am
กฏง่ายๆที่ทำให้บ้านเย็นสบาย ช่วยประหยัดค่าไฟ ประหยัดพลังงาน++

เปิดหน้าต่างรับลมแบบนี้สิ ดีแน่นอน กฏง่ายๆที่ทำให้บ้านเย็นสบาย ช่วยประหยัดค่าไฟ ประหยัดพลังงาน

1. ช่องลมเข้าเล็ก ช่องลมออกใหญ่ ลมจะเข้าบ้านเเรงขึ้น เป็นเคล็บลับที่ใครหลายคนอาจไม่รู้ เเต่ตรงข้ามกันถ้าช่องลมเข้าใหญ่ ช่องลมออกเล็ก ลมที่เข้าบ้านจะน้อยลง

2. ช่องลม 2 ช่องอยู่ตรงกันบ้านจะอับลม เพราะลมจะออกไปเลย ไม่ไหลเวียนมาโดนตัวเรา พอลมไม่ผ่านตัวคนก็ ไม่ได้รับกระเเสลม เเล้วก็จะไม่เย็นสบายนั่นเอง

3. ช่องลมเข้าต่ำกว่าช่องลมออก ลมที่เย็นสบายมากที่สุดคือลมหวน ดังนั้นควรออกแบบช่องรับลมให้เข้ามาทางด้านล่าง หรือมีขอบวงกบหน้าต่างที่ต่ำหน่อยเพื่อให้ลมเข้ามาได้ง่าย เเละมีช่องทางของลมในระดับที่สูงกว่า เท่านี้เราก็จะได้รับลมที่เย็นสบายมากกว่าปกติ

Cr. สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน นครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตาม Comment

Facebook Group: https://facebook.com/share/g/1C4ZdMksbz/

#รู้ไว้ใช่ว่า #บ้านร้อน #บ้านเย็น #ลมพัดเย็นๆ #หน้าต่างบานเลื่อน #ทิศทางลม #บ้านเย็นสบาย #ช่องลม #รับลม #ประหยัดค่าไฟฟ้า #ประหยัดพลังงาน
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, July 25th, 2026 at 9:20am
หิวตอนดึก กินอะไรดี?

โดยทั่วไปเราควรกินอาหารห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันโรคกรดไหลย้อน และช่วยให้นอนหลับสนิทมากขึ้น แต่ถ้าหากมีอาการหิวมากก่อนเข้านอนเราก็ควรหาวิธีการบรรเทาความหิวด้วยการรองท้อง เพื่อนอนหลับได้อย่างมีความสุข

วันนี้นักกำหนดอาหารมีตัวอย่างอาหารแก้หิวยามดึกมาให้ทุกคนลองเลือกกันดังนี้ค่ะ

1. ผลไม้สด 1 จานรองกาแฟ เช่น แอปเปิ้ล 1 ผลกลาง ส้ม 1 ผล ส้มโอ 2 กลีบ แตงโม 6-8 ชิ้นคำ องุ่น 15 ผลเล็ก เป็นต้น ผลไม้ทุกชนิดมีใยอาหารเป็นส่วนประกอบ การกินผลไม้ในปริมาณที่แนะนำจะช่วยให่อิ่มท้องแต่ไม่แนะนำน้ำผลไม้หรือผลไม้แปรรูป เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง

2. นม น้ำเต้าหู้ หรือโยเกิร์ต โดยอาจเลือกดื่มนมรสจืดสูตรพร่องมันเนย หรือขาดมันเนย นมถั่วเหลืองสูตรไม่หวาน 1 กล่อง หรือจะเลือกกินโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติที่มีไขมันต่ำหรือไขมัน 0% 1 ถ้วย ส่วนนมเปรี้ยวไม่แนะนำ เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง และมีโปรตีนน้อย

3. แซนวิช 1 ชิ้นเล็กๆ โดยเลือกไส้ที่มีโปรตีน เช่น ไข่ต้ม หมูสันใน เนื้อไก่ ทูน่า เป็นต้น หากเป็นขนมปังโฮลวีต หรือโฮลเกรนด้วยจะได้รับใยอาหารเพิ่มขึ้น

4. ถั่วเปลือกแข็ง ธัญพืช แนะนำให้เลือกทานถั่ว หรือธัญพืช เช่น อัลมอนด์อบ ลูกเดือยอบสูตรไม่ใส่เกลือประมาณ 1 กำมือ ถั่วเปลือกแข็งและธัญพืชเป็นแหล่งของใยอาหาร และไขมันดี

5. เมนูไข่ ไข่เป็นอาหารที่พลังงานไม่สูง มีโปรตีน อาจเลือกปรุงประกอบแบบง่ายๆ เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋นไมโครเวฟก็ได้

อย่างไรก็ตามหากไม่อยากกินมื้อดึกมีวิธีง่ายๆ แนะนำ คือ ทานมื้อเย็นให้อยู่ท้อง โดยเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เข้านอนให้เร็วขึ้น เราจะได้ไม่ต้องหิวตอนดึก

Cr. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #หิวดึกๆ #หิวก่อนนอน #หิวตอนดึก #หิว #ก่อนนอน #กินก่อนนอน
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, July 23rd, 2026 at 6:53am
รองเท้าเปียกน้ำ ทำไงให้แห้งไว?

1. จัดการรองเท้าหลังลุยฝน

หลังจากลุยฝนพร้อม รองเท้าเปียก ชุ่มจนถึงบ้านแล้ว การถอดทิ้งไว้ให้รองเท้าแห้งเองนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเลย เพราะไหนจะทำให้รองเท้าเสียทรง คราบก็ยิ่งฝังแน่น และยังแห้งยากอีก วิธีดูแลที่ดีคือการหาผ้าสะอาด ๆ มาซับน้ำ และเช็ดทำความสะอาดคราบดิน หรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออก จากนั้นให้นำกระดาษหนังสือพิมพ์ มาขยำเป็นก้อน และยัดเข้าไปด้านในเพื่อดันรองเท้าไม่เสียรูปทรง คราวนี้ก็นำไปวางตากในบริเวณที่มีลมผ่าน และวางพิงรองเท้าเข้ากับกำแพง เพื่อให้น้ำไม่ไปขังอยู่ตรงพื้นรองเท้า

2 . วางรองเท้าในที่อากาศถ่ายเทสะดวกหลังใช้

พื้นที่สำหรับวาง หรือเก็บรองเท้านั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ที่มีความชื้นมากเป็นพิเศษ หรือบางวันแค่ใส่ออกไปเดินแปปเดียว และเจอน้ำขังเข้าไปหน่อย รองเท้าก็ชื้นเอาได้ง่าย ๆ แล้ว ซึ่งพอกลับมาถึงบ้าน ถอดรองเท้าปุ๊ป ก็อย่าเพิ่งยัดรองเท้าเข้าตู้ที่ปิดสนิทโดดเด็ดขาด เพราะนั่นจะยิ่งทำให้รองเท้าชื้น จนเกิดกลิ่นอับรวมทั้งเสื่อมสภาพเร็วขึ้นด้วย ทางที่ดีควรวางไว้ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ส่วนรองเท้าที่เก็บอยู่ในกล่องหรือตู้นั้น ก็อาจหา silica gel หรือสารดูดความชื้นต่าง ๆ มาใส่ไว้

3 . ขจัดกลิ่นอับในรองเท้าด้วยเบคกิ้งโซดา

นอกจากจะต้องทำให้รองเท้าสะอาด ไร้คราบ ดูเหมือนใหม่แล้ว เรื่องกลิ่นก็ละเลยไม่ได้ และสำหรับช่วงที่อากาศชื้นขนาดนี้ บางทีใส่แค่แปปเดียว ก็มีกลิ่นในรองเท้าแล้ว ยิ่งถ้าคู่ไหนที่ต้องใส่ทุกวัน จนไม่มีเวลาซักหรือนำไปตาก ก็ต้องมาใช้ทางลัดแก้ขัดกันไปพลาง ๆ โดยหลังจากเลิกใช้งานในตอนเย็นที่กลับถึงบ้านแล้ว ให้นำเบกกิ้งโซดามาเทใส่ไปในรองเท้า และปล่อยทิ้งไว้ตลอดคืน เช้ามาก็ค่อยเคาะออก เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดกลิ่นอับด้านใน ทำให้ใส่รองเท้าคู่ประจำออกนอกบ้านได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่น

4 . การทำความสะอาดเฉพาะจุด

แม้จะดูแล และระวังสุดชีวิต เพื่อไม่ให้รองเท้าคู่เก่งที่เพิ่งซักมาต้องเลอะ แต่ในระหว่างวันก็อาจเจอน้ำกระเด็นใส่ หรือต้องเดินผ่านบริเวณที่มีน้ำขังบ้าง ซึ่งนั่นอาจทำให้รองเท้าเลอะเทอะ และเกิดคราบเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ แต่ถ้าไม่อยากรอจนคราบเริ่มฝังแน่น หรือสะสมเยอะ ๆ จึงค่อยซัก ก็สามารถใช้ฟองน้ำหรือสำลีชุบน้ำสบู่อ่อน ๆ มาถูวนตรงที่มีคราบ และค่อยนำผ้าสะอาดมาผ้าซับออกอีกที เท่านี้คราบเล็ก ๆ ที่มากวนใจในแต่ละวัน ก็จะหลุดออกไป รองเท้าก็จะเหมือนเพิ่งซักใหม่ได้ทุกวันเพราะไม่ต้องทนรอให้เลอะจนสะสม

5 . การทำความสะอาดพื้นรองเท้า

ดูแลทำความสะอาดคราบเลอะ ที่พื้นผิวรองเท้ากันไปแล้ว ส่วนต่อมาก็คือพื้นรองเท้านั่นเอง แม้จะเป็นส่วนที่คราบอาจเลอะและฝังแน่นได้ยากกว่า แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจทำความสะอาดได้ยากขึ้น ซึ่งการทำความสะอาดพื้นยางด้านล่างนั้น ไม่ยากเลย แค่หาแปรงสีฟันอันเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมาบีบยาสีฟันลงไปตามปกติ และนำไปขัด ๆ ถู ๆ ที่พื้นยาง หรืออีกวิธีคือการใช้คลีนซิ่งลบเครื่องสำอาง มาบีบใส่สำลีและนำไปถู ก็ทำให้พื้นรองเท้าสะอาดได้เหมือนกัน

6 . รองเท้าแห้งไวได้ด้วยไดร์เป่าผม

ไม่ว่ารองเท้าจะเปียกจนชุ่ม หรือแค่อับชื้นนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ถือว่ายังแห้งไม่ทันใจ ให้พร้อมใช้งานได้อยู่ดี ในเมื่อตากไม่ทัน แดดไม่มี สิ่งที่ช่วยได้ก็คือไอเท็มพื้นฐานในบ้านอย่างไดร์เป่าผมนั่นเอง โดยอันดับแรก ให้นำแผ่นรองด้านในรองเท้าออกมา พร้อมทั้งคลายเชือกหรือสายรัดออก เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้มากขึ้น จากนั้นก็ลงมือเป่าลมร้อนเข้าไปช่วยให้รองเท้าแห้งแบบติดสปีดกันเลย

7. สับเปลี่ยนพื้นรองเท้าด้านใน

แม้รองเท้าจะสะอาด และไร้กลิ่นแล้ว แต่บางครั้งพอต้องใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน ในช่วงที่อากาศชื้น ก็ทำให้ไม่สบายเท้าได้เหมือนกัน ซึ่งวิธีแก้ง่าย ๆ คือการหาพื้นรองเท้าด้านใน มาสับเปลี่ยนนั่นเอง อยากได้กี่อันก็สามารถซื้อตุนไว้ได้จากห้างสรรพสินค้าทั่วไป พอผ่านไปอีกวันก็นำแผ่นใหม่มาวางแทน แผ่นเก่าก็นำออกไปตาก หรือทำความสะอาด และสลับกลับมาใช้ใหม่ ไม่ต้องทนเหนอะหนะเท้าให้ลำบาก และไม่ต้องรีบทำความสะอาดบ่อย ๆ ด้วย

8 . ปกป้องรองเท้าก่อนลุยฝน

ทำความสะอาดรองเท้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมาก็คือการดูแลปกป้อง ไม่ให้น้ำฝนหรือคราบต่าง ๆ มาทำอะไรรองเท้าเราได้ง่าย ๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีทั้งสเปรย์นาโน แบบสำเร็จรูปพร้อมใช้งานที่แค่นำมาฉีดพ่นรองเท้าให้ทั่ว และทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน ก็ช่วยป้องกันคราบเลอะติดได้ ส่วนอีกวิธีที่ทำได้เอง ก็คือการนำเทียนหรือขี้ผึ้งมาถูลงไปบนรองเท้าให้หนาพอประมาณ ตามด้วยการนำไดร์มาเป่าลมร้อนให้เนื้อเทียนค่อย ๆ ซึมลงไปเคลือบผิวรองเท้า เป็นการป้องกันอีกชั้นเพื่อไม่ให้น้ำหรือคราบต่าง ๆ ซึมลงไป ทีนี้ก็จะเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น

9 . ใช้ถุงคลุมรองเท้ากันฝน

ถ้าไม่อยากต้องคอยกังวล หรือทำความสะอาดบ่อย ๆ และพร้อมลุยออกจากบ้านโดยไม่ต้องแคร์ฝน ก็แนะนำถุงคลุมรองเท้า ที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะ ไอเทมนี้จะเป็นตัวช่วยเสริมสำหรับป้องกันรองเท้าจากน้ำ และคราบเลอะต่าง ๆ โดยแค่สวมถุงคลุมรองเท้า ทับเข้าไปหลังจากใส่รองเท้าคู่โปรด ไม่ว่าฝนจะตก น้ำจะขัง หรือโคลนจะกระเด็นมากี่ครั้ง ก็ทำอะไรรองเท้าของเราไม่ได้! พอใช้งานเสร็จหรืออยู่ในอาคารที่ร่ม ก็สามารถถอดออกและนำไปทำความสะอาด เพื่อนำกลับมาสวมอีกครั้งได้อย่างสบาย ๆ

Cr. บ้านและสวน

#รู้ไว้ใช่ว่า #ฝนตก #ลุยฝน #รองเท้า #รองเท้าเปียก #ลุยน้ำ #ลุยฝน #เปียกฝน #เปียกยันไข่ #น้ำท่วม