รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, January 30th, 2026 at 6:35am
น้ำเต้าหู้กินบ่อยๆ มีส่วนทำให้เกิดมะเร็ง จริงไหม?

### บทนำ
น้ำเต้าหู้เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในประเทศไทย หลายคนเชื่อว่าน้ำเต้าหู้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็มีข่าวลือว่าการดื่มน้ำเต้าหู้บ่อยๆ อาจทำให้เกิดมะเร็ง บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อตอบคำถามว่าข่าวลือนี้เป็นความจริงหรือไม่

### น้ำเต้าหู้คืออะไร?
น้ำเต้าหู้ทำจากถั่วเหลือง โดยการนำถั่วเหลืองมาแช่น้ำ บด และต้มจนได้น้ำนม จากนั้นจึงนำน้ำนมถั่วเหลืองมาเคี่ยวกับน้ำตาลและเกลือจนได้น้ำเต้าหู้

### ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้
น้ำเต้าหู้มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น
* มีโปรตีนสูง
* มีไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ
* มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม เหล็ก และวิตามินบี
* มีสารต้านอนุมูลอิสระ
* ช่วยลดคอเลสเตอรอล
* ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

### ข่าวลือเกี่ยวกับน้ำเต้าหู้และมะเร็ง
มีข่าวลือว่าการดื่มน้ำเต้าหู้บ่อยๆ อาจทำให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งรังไข่

### ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยส่วนใหญ่ **ไม่พบ** ความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มน้ำเต้าหู้กับการเกิดมะเร็ง
* งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดศึกษาผู้หญิงเอเชียกว่า 2 แสนคน พบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ **ไม่เพิ่ม** ความเสี่ยงมะเร็งเต้านม
* งานวิจัยจากประเทศจีนศึกษาผู้ชายและผู้หญิงกว่า 6 แสนคน พบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ **ไม่เพิ่ม** ความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก
* งานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นศึกษาผู้หญิงกว่า 4 หมื่นคน พบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ **ไม่เพิ่ม** ความเสี่ยงมะเร็งรังไข่

### สรุป
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ **ไม่สนับสนุน** ข่าวลือที่ว่าการดื่มน้ำเต้าหู้บ่อยๆ จะทำให้เกิดมะเร็ง

### ข้อควรระวัง
* ควรเลือกดื่มน้ำเต้าหู้จากร้านที่สะอาด ทำสดใหม่ หรือหาเป็นแบบกล่องต่องมีเครื่องกมาย อย.และควรดูวันหมดอายุ
* ควรหลีกเลี่ยงน้ำเต้าหู้ที่มีน้ำตาลสูง
* ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มน้ำเต้าหู้

### บทสรุป
น้ำเต้าหู้เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การดื่มน้ำเต้าหู้บ่อยๆ จะไม่ทำให้เกิดมะเร็งอย่างแน่นอน

Cr. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #น้ำเต้าหู #น้ําเต้าหู้ทรงเครื่อง #น้ําเต้าหู้อร่อยๆ #น้ำเต้าหู้
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, January 28th, 2026 at 9:24am
รวมอาการและการดูแลเบื้องต้น เมื่อเจอฝุ่น ++

แสบตา
แสบตาอาจเกิดจากสิ่งแปลกปลอมหรือมลพิษเข้าไปในตา อาจจะมีอาการน้ำตาไหลร่วมด้วย

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังมีการแสบตามาก ควรไปพบแพทย์
• ถ้าการมองเห็นแย่ลง เช่น ตาพร่ามัว ควรไปพบแพทย์

คันตา
คันตา อาจเกิดจากการแพ้สารอะไรบางอย่าง และอาจจะมีอาการอย่างอื่นตามมา เช่น ตาอักเสบ ตาแดง

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้
• หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่สงสัยว่าแพ้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังมีการคันตามาก ควรไปพบแพทย์
• ถ้าการมองเห็นแย่ลง เช่น ตาพร่ามัว ควรไปพบแพทย์

น้ำตาไหล
น้ำตาไหล มักจะเกิดหลังจากการที่มีการระคายเคืองที่ดวงตา หรืออยู่ในสภาวะที่มีอากาศแห้ง ลมแรง หรืออาจจะเกิดจากการติดเชื้อบริเวณดวงตาก็ได้

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังมีอาการน้ำตาไหลมาก ควรไปพบแพทย์
• ถ้าการมองเห็นแย่ลง เช่น ตาพร่ามัว ควรไปพบแพทย์

คัดจมูก
อาการคัดจมูก หรือรู้สึกหายใจไม่สะดวกคล้ายมีสิ่งอุดตันในจมูก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ โรคริดสีดวงจมูก เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ หรือสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• แนะนำล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
• ยาพ่นจมูก สามารถช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อนานเกิน 5-7 วัน

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าคัดจมูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการคัดจมูก
• ถ้ามีอาการคัดจมูก ร่วมกับมีไข้ หรือร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น ปวดบริเวณไซนัส ควรไปพบแพทย์

มีน้ำมูก
มีน้ำมูก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ โรคไข้หวัด โรคไซนัสอักเสบ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ หรือสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• หลีกเลี่ยงอากาศเย็น

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีน้ำมูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการมีน้ำมูก
• ถ้ามีน้ำมูก ร่วมกับมีไข้ หรือร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น ปวดบริเวณไซนัส ควรไปพบแพทย์

แสบจมูก
อาการแสบจมูก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองเนื้อเยื่อจมูก เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าแสบจมูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการแสบจมูก
• ถ้ามีอาการแสบจมูก ร่วมกับมีไข้ หรือร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น ปวดบริเวณไซนัส ควรไปพบแพทย์

แสบคอ
อาการแสบคอ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าแสบคอติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการแสบคอ
• ถ้ามีอาการแสบคอ ร่วมกับมีไข้ หรือร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น คอแดง ต่อมทอนซิลโต ควรไปพบแพทย์

ไอแห้งๆ
อาการไอแห้ง ๆ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ภูมิแพ้ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ดื่มน้ำมาก ๆ
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
• พักผ่อนให้เพียงพอ

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการไอติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการไอ
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย ไอเป็นเลือด ควรไปพบแพทย์

คันตามร่างกาย
อาการคันตามร่างกาย มักจะมีร่วมกับผื่น สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ภูมิแพ้ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงการเกา เพราะอาจจะทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนังแทรกซ้อนได้
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง หรือก่อให้เกิดการแพ้
• ถ้าไปสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ให้ล้างออก หรืออาบน้ำ
• ในผู้ป่วยที่มีอาการคันจากผิวแห้ง แนะนำให้ใช้โลชันทาผิว เพื่อให้ความชุ่มชื้น

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย หน้าบวม ปากบวม ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการคันติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการคัน

มีผื่น
มีผื่น สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ภูมิแพ้ เป็นต้น ถ้าเป็นผื่นจากมลพิษมักจะเป็นบริเวณที่ไม่มีเสื้อผ้าปิด

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ถ้าเป็นผื่นที่มีอาการคันร่วมด้วย แนะนำหลีกเลี่ยงการเกา เพราะอาจจะทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนังแทรกซ้อนได้
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง หรือก่อให้เกิดการแพ้
• ถ้าไปสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ให้ล้างออก หรืออาบน้ำ

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย หน้าบวม ปากบวม ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการผื่นติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของผื่น

ตาแดง
ตาแดง อาจจะมีอาการอื่น ๆ เช่น คันตา ระคายเคืองตา ร่วมด้วย ตาแดงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการสัมผัสกับมลพิษ, จากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ตายังแดงมาก ควรไปพบแพทย์
• ถ้าการมองเห็นแย่ลง เช่น ตาพร่ามัว ควรไปพบแพทย์

มองภาพไม่ชัด
มองภาพไม่ชัดเจน หรือตามัว สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา การติดเชื้อที่ตา ปัญหาสายตาสั้นหรือสายตายาว โรคหลอดเลือดทางสมอง เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา ถ้ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังมีการมองภาพไม่ชัด ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการมองภาพไม่ชัด

เลือดกำเดาไหล
เลือดกำเดาไหล คือภาวะที่มีเลือดออกทางจมูก เกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก ทำให้มีเลือดไหลออกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ อาจไหลจากส่วนหน้า หรือส่วนหลังของจมูก เลือดออกทางส่วนหน้าของจมูกมักพบในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อย เลือดออกจากส่วนหลังของจมูกมักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมักมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูง

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ก้มหน้าลง และให้ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ บีบปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่นเป็นเวลา 5 – 10 นาที โดยให้หายใจทางปากแทน เพื่อกดบริเวณด้านหน้าของผนังกั้นช่องจมูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเลือดออกบ่อยที่สุด อาจใช้น้ำแข็ง หรือผ้าเย็นประคบบริเวณจมูกด้านนอก ถ้ามีเลือดไหลลงคอ ให้บ้วนใส่ภาชนะเพื่อประเมินจำนวนเลือด และป้องกันการอาเจียน จากการกลืนเลือดเข้าไปมาก

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีเลือดไหลไม่หยุด ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุและหยุดเลือด
• ถ้ามีเลือดออกปริมาณมาก มีอาการหน้ามืด เป็นลมร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์

เสียงแหบ
เสียงแหบ คือ ภาวะที่เสียงผิดปกติไปจากเดิม ภาวะเสียงเปลี่ยนนี้ มักเกิดจากความผิดปกติที่สายเสียง ซึ่งมีอยู่ 2 เส้น ในกล่องเสียง สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อที่กล่องเสียง การใช้เสียงผิดวิธี การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองแก่กล่องเสียง การสูบบุหรี่ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• พักการใช้เสียง
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• หลีกเลี่ยงควันบุหรี่

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าเสียงแหบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน 1 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของเสียงแหบ
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไอเป็นเลือด กลืนลำบาก ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของเสียงแหบ

ไอมีเสมหะ
อาการไอมีเสมหะ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ภูมิแพ้ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ดื่มน้ำมาก ๆ
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
• หลีกเลี่ยงการทานยาแก้ไอ ประเภทกดอาการไอ เพราะจะทำให้เสมหะเหนียวติดอยู่ในคอ
• แนะนำทานยาแก้ไอ ประเภทยาขับเสมหะ
• พักผ่อนให้เพียงพอ

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการไอติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการไอ
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย ไอเป็นเลือด ควรไปพบแพทย์

เท้าบวม
เท้าบวม สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เป็นอาการของโรคหัวใจ โรคตับหรือโรคไต จากการติดเชื้อ ลิ่มเลือดอุดตันบริเวณขา เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ยกขาให้สูงขณะนอนหงาย
• ลดการรับประทานเกลือ และหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม
• สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการบวมผิดปกติเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของเท้าบวม
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ควรไปพบแพทย์

หัวใจเต้นเร็ว
เมื่อหัวใจมีอัตราการเต้นมากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไปจะถือว่าหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ในผู้ป่วยบางคนจะรู้สึกใจสั่น อาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ การติดเชื้อ มีไข้ ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ การรับประทานยาบางชนิด การบริโภคเครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ให้นั่งพัก หรือนอนพัก
• หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการหัวใจเต้นเร็วมาก นั่งพักแล้วไม่หาย ควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการหัวใจเต้นเร็วร่วมกับอาการแน่นหน้าอก หรือวูบ หน้ามืด ควรรีบไปพบแพทย์

แน่นหน้าอก
แน่นหน้าอก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในผู้สูงอายุอาจจะเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะถ้ามีเส้นเลือดหัวใจตีบอยู่เก่าหรือเคยมีอาการเจ็บหน้าอกอยู่แล้ว ในคนอายุน้อย ที่มีอาการแน่นหน้าอก อาจเกิดจากหลอดลมหดเกร็ง จากการเป็นหอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ มักจะมีอาการไอร่วมด้วย เวลาหายใจมักจะมีเสียงหวีด

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ให้นั่งพัก หรือนอนศีรษะสูง
• ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ถ้ามียาบรรเทาอาการเจ็บแน่นหน้าอก ให้อมยาใต้ลิ้น ถ้ายังไม่หายแน่นหน้าอกให้อมยาใต้ลิ้นได้ทุก 5 นาที จำนวนไม่เกิน 3 ครั้ง
• ในผู้ป่วยโรคหอบหืด ถ้ามียาพ่นขยายหลอดลม ให้สูดยาขยายหลอดลม

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มากดทับ อาจจะเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเดิม ทานยาอมใต้ลิ้น 3 ครั้งแล้วยังไม่หายแน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหอบหืด สูดพ่นยาขยายหลอดลมแล้วยังไม่หายแน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการแน่นหน้าอกมาก นั่งพักแล้วไม่หาย ควรไปพบแพทย์

หายใจลำบาก
อาการหายใจลำบาก หรือหายใจไม่อิ่ม อาจจะรู้สึกต้องออกแรงในการหายใจมากขึ้น รู้สึกหายใจไม่ออก หรือรู้สึกแน่นหน้าอก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติทางระบบหัวใจ ความผิดปกติระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ให้นั่งพัก หรือนอนศีรษะสูง
• ในผู้ป่วยโรคหอบหืด ถ้ามียาพ่นขยายหลอดลม ให้สูดยาขยายหลอดลม

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการหายใจลำบากขณะนอนราบ อาจจะเกิดจากโรคหัวใจ ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหอบหืด สูดพ่นยาขยายหลอดลมแล้วยังอาการหายใจลำบากยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการหายใจลำบากมาก นั่งพักหรือนอนศีรษะสูงแล้วไม่หาย ควรไปพบแพทย์

หายใจมีเสียงหวีด
หายใจมีเสียงหวีด มักเกิดจากมีการตีบหรือมีการอุดตันของทางเดินหายใจ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ความผิดปกติของสายเสียง เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ในผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ถ้ามียาพ่นขยายหลอดลม ให้สูดยาขยายหลอดลม
• หลีกเลี่ยงควันบุหรี่

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง สูดพ่นยาขยายหลอดลมแล้วยังอาการหายใจมีเสียงหวีดยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าหายใจมีเสียงหวีด ร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น มีไข้ มีเสมหะมาก ควรไปพบแพทย์

เหนื่อยง่าย
เหนื่อยง่าย คือ มีอาการหอบ เหนื่อย หายใจเร็ว โดยมากมักเป็นเวลาออกแรง อาจจะมีอาการหายใจลำบากร่วมด้วย สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติทางระบบหัวใจ ความผิดปกติระบบทางเดินหายใจ โลหิตจาง ไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ให้นั่งพัก หรือนอนศีรษะสูง
• ในผู้ป่วยโรคหอบหืด ถ้ามียาพ่นขยายหลอดลม ให้สูดยาขยายหลอดลม

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย ร่วมกับอาการหายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม วูบ หมดสติ ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหอบหืด สูดพ่นยาขยายหลอดลมแล้วยังอาการเหนื่อยยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการเหนื่อยมาก นั่งพักหรือนอนศีรษะสูงแล้วไม่หาย ควรไปพบแพทย์

Cr. กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #ฝุ่นpm25 #ฝุ่นพิษ #ฝุ่นPM #ฝุ่น #ฝุ่นละออง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, January 26th, 2026 at 9:47am
ผลเสียของการกินปาท่องโก๋ประจำทุกเช้า++

1. ปัญหาจากน้ำมันทอดซ้ำ
– **การเกิดสารอันตราย**: น้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำหลายรอบเกิดสารอันตรายเช่น อะครอลีน (acrolein) และอะคริลาไมด์ (acrylamide) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็ง
– **ไขมันทรานส์**: เมื่อน้ำมันถูกความร้อนสูงซ้ำๆ จะเกิดไขมันทรานส์ ซึ่งเพิ่มระดับ LDL (คอเลสเตอรอลไม่ดี) และลดระดับ HDL (คอเลสเตอรอลดี)
– **อนุมูลอิสระ**: น้ำมันทอดซ้ำมีอนุมูลอิสระสูง ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
– **ไขมันออกซิไดซ์**: น้ำมันที่ถูกความร้อนสูงนานๆ จะเกิดการออกซิไดซ์ สร้างสารที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ร่างกาย

2. ส่วนประกอบในแป้งปาท่องโก๋
– **โซเดียมสูง**: ผงฟูและเกลือในปาท่องโก๋มีโซเดียมสูง การบริโภคโซเดียมมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง
– **สารเคมีในผงฟู**: ผงฟูบางชนิดมีส่วนผสมของอลูมิเนียม ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนระบุว่าการสะสมของอลูมิเนียมอาจเชื่อมโยงกับความเสื่อมของระบบประสาท
– **แป้งขัดขาว**: แป้งขัดขาวในปาท่องโก๋มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว

3. ผลกระทบต่อระบบเมตาบอลิซึม
– **น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง**: ปาท่องโก๋เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว
– **การหลั่งอินซูลิน**: การรับประทานปาท่องโก๋ทุกเช้ากระตุ้นการหลั่งอินซูลินสูง เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำอาจนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน
– **การสะสมไขมัน**: คาร์โบไฮเดรตและไขมันที่มากเกินไปในปาท่องโก๋ เมื่อรับประทานเป็นประจำจะส่งเสริมการสะสมไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง

4. ผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
– **ความดันโลหิตสูง**: โซเดียมสูงในปาท่องโก๋มีผลให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น เพิ่มความดันโลหิต
– **โรคหลอดเลือดหัวใจ**: ไขมันทรานส์และคอเลสเตอรอลที่เพิ่มขึ้นจากการรับประทานอาหารทอดน้ำมันเป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันในหลอดเลือด
– **ภาวะหัวใจล้มเหลว**: การบริโภคโซเดียมสูงเรื้อรังร่วมกับไขมันไม่ดี เพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ

5. ผลกระทบต่อตับและไต
– **ตับทำงานหนัก**: สารพิษจากน้ำมันทอดซ้ำต้องผ่านการกำจัดโดยตับ ทำให้ตับทำงานหนักเกินไป
– **ไขมันพอกตับ**: คาร์โบไฮเดรตสูงและไขมันไม่ดีในปาท่องโก๋ส่งผลให้เกิดไขมันพอกตับได้
– **ไตทำงานหนัก**: การบริโภคโซเดียมสูงเป็นประจำเพิ่มภาระให้ไตในการกรองโซเดียมส่วนเกิน

6. ผลกระทบต่อน้ำหนักและสุขภาพโดยรวม
– **แคลอรี่สูง**: ปาท่องโก๋หนึ่งชิ้นมีแคลอรี่ประมาณ 150-200 แคลอรี่ การรับประทานหลายชิ้นทุกวันเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน
– **อิ่มไม่นาน**: ปาท่องโก๋มีโปรตีนและใยอาหารต่ำ ทำให้รู้สึกหิวเร็ว อาจนำไปสู่การรับประทานอาหารมากเกินไปในมื้อถัดไป
– **ขาดสารอาหาร**: การใช้ปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้าประจำทดแทนอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า ทำให้ขาดสารอาหารสำคัญ

7. ทางเลือกที่ดีกว่า
– รับประทานปาท่องโก๋เป็นครั้งคราว นานทีปีหน
– เลือกทานกับเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล
– พิจารณาอาหารเช้าทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า

Cr. หมอโอ๊ค DoctorSixpack

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #ปาท่องโก๋
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, January 23rd, 2026 at 8:05am
อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม จากน้ำมันทอดซ้ำ ++

เชื่อว่าอาหารทอดเป็นเมนูโปรดของหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็น ไก่ทอด หมูทอด ลูกชิ้นทอด ทอดมัน กล้วยทอด และปาท่องโก๋ แต่รู้หรือไม่ว่าอาหารที่ผ่านการทอดจากน้ำมันใช้ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ส่งผลรุนแรงต่อร่างกายจากสารอันตรายที่เกิดขึ้น

น้ำมันทอดซ้ำ หรือน้ำมันที่เสื่อมคุณภาพ จะมีลักษณะเหนียวข้น สีดำ มีกลิ่นเหม็นหืน มีฟอง และเกิดควันมากขณะทอด เกิดจากการทอดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง เมื่อน้ำมันถูกทอดซ้ำมาก ๆ ที่ความร้อนสูงเป็นระยะเวลานาน ทำให้เร่งการเสื่อมสภาพของน้ำมัน ซึ่งการเสื่อมคุณภาพของน้ำมันทอดอาหารทำให้เกิดสารประกอบโพลาร์ (Polar compounds) หรือสารโพลาร์ และสารประกอบโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon; PAHs) ซึ่งในการทอดอาหารซ้ำแต่ละครั้ง สารโพลาร์จะมีประมาณร้อยละ 25 หากมีการใช้น้ำมันนี้ทอดซ้ำอีกครั้งต่อไปสารโพลาร์ก็จะยิ่งมีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เกินกว่าร้อยละ 25 หมายความว่าน้ำมันจะยิ่งเสื่อมสภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งกฎหมายได้กำหนดให้น้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร หรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่าย มีปริมาณสารโพลาร์ได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของน้ำหนัก

อันตราย..จากน้ำมันทอดซ้ำ

– สารโพลาร์ เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

– สารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็ง

– ผู้ประกอบอาหารทอดที่สูดดมไอระเหยของน้ำมันทอดอาหารเป็นเวลานานมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด

ข้อแนะนำในการใช้น้ำมันทอดอาหาร

– หลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันที่ผ่านการใช้แล้ว ซึ่งมักนำมาบรรจุถุงพลาสติกวางจำหน่าย

– เลือกซื้อน้ำมันที่มีภาชนะบรรจุที่มีฉลากชัดเจน และมีเลขสารบบอาหาร ต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอม เช่น ผงสีดำ หรือตะกอนขุ่นขาว รวมทั้งภาชนะบรรจุต้องอยู่ในสภาพปิดผนึก ไม่มีรอยฉีกขาด

– ไม่ใช้น้ำมันที่มีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวข้น สีดำ มีฟองมาก เป็นควันง่าย และมีกลิ่นเหม็นไหม้

– ควรซับน้ำบริเวณผิวหน้าอาหารดิบก่อนทอด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของน้ำมัน ควรทอด
อาหารครั้งละไม่มากเกินไป และหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูงในการทอด

– ควรเปลี่ยนน้ำมันทอดอาหารบ่อยขึ้น หากทอดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีส่วนผสมของเกลือหรือเครื่องปรุงรสผสมอยู่ น้ำมันที่ทอดไม่ควรใช้ทอดซ้ำเกิน 2 ครั้ง

– หมั่นกรองอาหารทิ้งระหว่างและหลังการทอดอาหาร

– การใช้น้ำมันเก่าซ้ำแล้วซ้ำอีก และเติมน้ำมันใหม่ผสมลงไป เป็นการเร่งการเสื่อมสภาพของน้ำมันทำให้เกิดสารโพลาร์สูงขึ้น เป็นอันตราย

Cr. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #น้ํามันทอด
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, January 22nd, 2026 at 7:59am
ทำความเข้าใจ ภาชนะแบบไหนเข้าไมโครเวฟได้บ้าง?

1. ถ้วยเซรามิก ถ้วยกระเบื้อง
ถ้วยเซรามิก ถ้วยกระเบื้อง เข้าไมโครเวฟ
ถ้วยเซรามิก หรือจาน ชามที่ทำมาจากเซรามิก รวมไปถึงภาชนะประเภทกระเบื้อง เช่น ถ้วยกระเบื้อง จานกระเบื้อง สามารถใช้งานกับไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องระวังถ้วยชามที่มีการวาดลวดลาย หรือตกแต่งด้วยการเคลือบสี เพราะหากผลิตมาไม่ได้มาตรฐานพอ เมื่อได้รับความร้อนสูงสีเหล่านี้อาจละลายไปปนเปื้อนกับอาหารได้ รวมถึงภาชนะเซรามิกที่ตกแต่งขอบหรือวาดลวดลายด้วยสีเงิน หรือสีทอง สีทั้ง 2 ประเภทนี้มีคุณสมบัติในการสะท้อนคลื่นไมโครเวฟ อาจทำให้ไมโครเวฟของคุณเสื่อมสภาพ หรืออายุการใช้งานสั้นลงได้

2. ถ้วยแก้ว
‘แก้ว’ ผลิตมาจากทรายซึ่งมีคุณสมบัติทนความร้อนสูงๆ ได้ดี ถ้วยแก้ว และภาชนะที่ทำจากแก้วทุกชนิด จึงสามารถนำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟได้ แต่ก็ควรระวังถ้วยแก้วที่มีการตกแต่งลวดลายด้วยเช่นกัน

3. กล่องพลาสติก
พลาสติกเข้าไมโครเวฟ
พลาสติกเป็นหนึ่งในลิสต์ของที่ห้ามนำเข้าไมโครเวฟ แต่ก็มีพลาสติกบางประเภทที่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ คือ พลาสติกประเภทที่ 5 : PP (Polypropylene) ที่มีความทนทาน เหนียว ยืดหยุ่นได้ และทนแรงกระแทกได้ดี ก่อนนำพลาสติกเข้าไมโครเวฟ ก็อย่าลืมพลิกหาสัญลักษณ์ระบุประเภทของพลาสติก หรือจะมองหาสัญลักษณ์ Microwavable หรือ Microwave Safe ก็ได้ค่ะ

4. จาน ชามเมลามีน
เมลามีนเป็นภาชนะที่นิยมใช้ใส่อาหาร โดยเฉพาะในร้านอาหาร เพราะมีราคาถูก และทนทาน ใช้งานได้นาน ทั้งยังมีสีสันสวยงาม ซึ่งเมลามีนถือเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง แม้จะทนทานและสามารถทนความร้อนได้ดีกว่าพลาสติกชนิดอื่นๆ แต่จาน ชาม และภาชนะที่ผลิตจากเมลามีนนั้น ไม่ควรนำเข้าไมโครเวฟ เพราะแม้จะทนความร้อนจากอาหารได้ แต่เมลามีนไม่สามารถทนความร้อนจากไมโครเวฟได้ และอาจมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งละลายมาปนเปื้อนกับอาหารอีกด้วย

5. ภาชนะที่ทำจากโลหะ
ภาชนะที่ทำจากโลหะ เช่น หม้อ กระทะ ถ้วย ช้อน ส้อม หรือแม้แต่ภาชนะที่มีส่วนประกอบของโลหะ เช่น หูโลหะ ด้ามจับโลหะ และภาชนะโลหะเคลือบสี ภาชนะเหล่านี้ห้ามนำเข้าไมโครเวฟโดยเด็ดขาด เพราะพื้นผิวของโลหะจะสะท้อนคลื่นไมโครเวฟ ทำให้ไมโครเวฟเสื่อมสภาพเร็ว และในกรณีร้ายแรงอาจเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นได้

6. บรรจุภัณฑ์กระดาษ
บรรจุภัณฑ์กระดาษเข้าไมโครเวฟ
ปัจจุบันนี้ร้านอาหารหลายเจ้าหันมาใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษกันมากขึ้น กล่องกระดาษ ถ้วยกระดาษที่เคลือบแว็กซ์ และเคลือบพลาสติก สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ แต่ต้องอุ่นด้วยความร้อนต่ำเท่านั้น ส่วนกระดาษอื่นๆ เช่น ถุงกระดาษ กระดาษชานอ้อย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์รักษ์โลกต่างๆ ไม่ควรนำเข้าไมโครเวฟ เพราะอาจเกิดประกายไฟได้ สำหรับใครที่อยากอุ่นอาหารในกล่องกระดาษ แนะนำว่าให้พลิกกล่องหาสัญลักษณ์ Microwave Safe หรือถ้าจะเอาเซฟที่สุดก็เปลี่ยนเป็นภาชนะอื่นๆ ก่อนอุ่นจะดีกว่าค่ะ

7. กล่องโฟม
กล่องโฟมบรรจุอาหารห้ามนำเข้าไมโครเวฟโดยเด็ดขาด หรือแม้แต่นำไปบรรจุอาหารร้อนๆ ก็ไม่ควร เพราะอย่างที่รู้กันว่า เมื่อโฟมโดนความร้อนจะละลายได้ง่าย ยิ่งเป็นความร้อนสูงจากไมโครเวฟ อาจทำให้กล่องโฟมละลาย หรือเกิดไฟลุกไหม้ได้เลย

8. ฟอยล์ห่ออาหาร
ฟอยล์ห่ออาหาร หรืออลูมิเนียมฟอยล์ ช่วยกักเก็บความร้อนในอาหารได้ นิยมใช้ห่ออาหารบางชนิด แต่เมื่อโดนความร้อนจากไมโครเวฟจะทำให้เกิดประกายไฟ และลุกไหม้ได้

สรุปแล้ว ภาชนะที่สามารถนำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟได้โดยไม่เป็นอันตราย ไม่ระเบิด ไม่เกิดไฟลุก และไม่มีสารปนเปื้อน ได้แก่ ภาชนะประเภทแก้ว, เซรามิก, กระเบื้อง, พลาสติกประเภทที่ 5 (PP) รวมถึงบรรจุภัณฑ์กระดาษบางประเภท

ส่วนภาชนะที่ห้ามนำเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟโดยเด็ดขาด คือ ภาชนะและผลิตภัณฑ์พลาสติกทุกชนิด (ยกเว้น PP), โลหะ, อลูมิเนียมฟอยล์, กล่องโฟม และเมลามีน

ก่อนใช้งานไมโครเวฟ อย่าลืมพลิกดูบรรจุภัณฑ์ มองหาสัญลักษณ์ Microwave Safe หรือ Microwavable ก่อน เพื่อความปลอดภัยนะคะ

Cr. ออฟฟิศเมท (ไทย)

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #ไมโครเวฟ
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, January 21st, 2026 at 8:00am
ทำความรู้จักโรคตาขี้เกียจ !!!

– โรคตาขี้เกียจ มีอาการอย่างไร
ตาขี้เกียจมีอาการที่สามารถสังเกตที่บ่งชี้ได้ โดยสังเกตได้จากการพฤติกรรมการมองของเด็ก ดังนี้
1. เพ่งตามองสิ่งต่างๆ ในระยะใกล้ หรือเอียงคอมอง
2. ปิดตาข้างใดข้างหนึ่งเพื่อมองให้ชัดเจน
3. ตาเหล่หรือตาเข
4. ปวดศีรษะร่วมกับอาการตาล้าหรือปวดตาบ่อยๆ

สาเหตุโรคตาขี้เกียจ เกิดจากอะไร
สาเหตุของโรคตาขี้เกียจอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

1. ค่าสายตาผิดปกติตั้งแต่เด็ก
หากมีค่าสายตามากทั้งสองข้างตั้งแต่เด็กจะทำให้สมองปิดการรับรู้จนหยุดพัฒนาค่าสายตาและพัฒนาประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ ทดแทน หรือหากมีค่าสายตาเพียงข้างใดข้างหนึ่งที่มากตั้งแต่เด็กจะทำให้การพัฒนาการมองเห็นมีเพียงข้างเดียวและส่งผลให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแอได้ในระยะยาว

2. อาการตาเหล่ ตาเข
อาการตาเหล่หรือตาเขข้างเดียวเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจได้มากที่สุด เนื่องจากอาการตาเหล่หรือ ตาเขข้างเดียวจะทำให้ดวงตานั้นมีการใช้สายตาเพียงข้างเดียว หากเกิดขึ้นกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี จะทำให้การพัฒนาสายตาด้านการรับรู้ภาพ 3 มิตินั้นไม่เต็มที่ หากไม่รักษาดวงตาที่ไม่สามารถรับภาพ 3 มิติได้จะกลายเป็นโรคตาขี้เกียจที่รักษาได้ยาก

3. ภาวะเปลือกตาตก
ภาวะเปลือกตาตก หากมีอาการเปลือกตาตกจะทำให้ถูกบดบังการมองเห็นหรือมองเห็นได้ไม่เต็มที่ ทำให้สายตานั้นทำงานได้แย่ลง จนเกิดเป็นโรคตาขี้เกียจได้ทั้งสองข้าง

4. ระบบประสาทผิดปกติ
สาเหตุของตาขี้เกียจจากระบบประสาทผิดปกติ หากมีความผิดปกติของการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง กระแสประสาทหรือเส้นประสาทดวงตา ทำให้สมองไม่สามารถประมวลผลหรือรับภาพได้ตามปกติ จะทำให้การพัฒนาของสายตาทำได้ไม่เต็มที่จนเกิดโรคตาขี้เกียจ

5. โรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
โรคทางสายตาอื่นๆ ก็สามารถทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจได้ เช่นต้อกระจกเลนส์ตาผิดปกติหรือจอประสาทตาเสื่อมในเด็ก ทำให้การมองเห็นของดวงตาผิดปกติหรือไม่ชัดเจน จนเกิดเป็นโรคตาขี้เกียจได้

สรุป
โรคตาขี้เกียจ หรือ Lazy eyes คือ อาการที่การมองเห็นของดวงตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างนั้นมีปัญหาจนทำให้สมองปิดการรับรู้หรือหยุดพัฒนาประสาทสัมผัสการมองเห็นและนำไปพัฒนาด้านอื่นทดแทน หากปล่อยไว้นานและไม่ทำการรักษาจะส่งผลในระยะยาวคือทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแอหรือสายตาสั้นผิดปกติ หากสังเกตเห็นอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นของลูก แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา โดยการรักษามีหลากหลายวิธี เช่น การใส่แว่น การปิดตาหนึ่งข้าง หรือการหยอดยาขยายรูม่านตาเพื่อเป็นการปรับการมองเห็น และกระตุ้นสายตาข้างที่มีอาการของโรคตาขี้เกียจให้มีการใช้งานและพัฒนาการมองเห็นให้ดีขึ้น

Cr. โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #โรคตา #ดวงตา