รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, February 18th, 2026 at 9:10am
5 โรคที่มาจากการดื่มน้ำน้อย +++

1. สมองเสื่อม

การดื่มน้ำน้อย อาจส่งผลเสียจนเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมได้ เพราะเมื่อร่างกายของเราขาดน้ำ ปริมาณของน้ำในร่างกายไม่เพียงพอในการเป็นส่วนหนึ่งของเลือดที่สูบฉีดไปทั่วร่างกาย เลือดมีความข้นหนืดมากขึ้นทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อมได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นหากคุณรู้สึกไม่สดชื่น เนือยๆ คิดอะไรช้า ไม่กระฉับกระเฉง นั่นอาจเป็นผลมาจากการดื่มน้ำน้อยเกินไปได้

2. ริดสีดวงทวาร

การดื่มน้ำไม่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ อาจส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ยากลำบากมากขึ้น และอาจทำให้คุณไม่สามารถขับอุจจาระออกมาได้ เพราะอุจจาระอาจแห้งเกินไป เมื่อของเสียสะสมอยู่ในลำไส้ ลำไส้ก็จะดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายไปอีก ยิ่งทำให้เลือดมีของเสียและข้นหนืดกว่าเดิม อุจจาระก็แข็งแห้งกว่าเดิม จนเกิดเป็นอาการท้องผูก เมื่อคุณมีอาการแบบนี้บ่อยๆ อาจทำให้คุณป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวารได้

3. ปวดข้อ กระดูกอ่อนในหลายๆ ส่วนของร่างกาย

รวมไปถึงหมอนรองกระดูก มีส่วนประกอบเป็นน้ำมากถึง 80% ดังนั้นหากข้อต่อหรือหมอนรองกระดูกแห้ง ไม่ชุ่มชื้นเพียงพอ อาจทำให้ข้อต่อต่างๆ ดูดซับแรงกระแทกได้ไม่ดีพอ จนเกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย หรืออาจอักเสบได้ง่ายเมื่อต้องออกแรงเดิน ยก เหวี่ยง รวมไปถึงการออกกำลังกาย

4. ทางเดินปัสสาวะอักเสบ-กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

หากคุณมีอาการปวดปัสสาวะ แต่ไม่มีปัสสาวะไหลออกมา หรือไหลออกเพียงหยดสองหยด คุณอาจกำลังเป็นโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ อันเนื่องมาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ การติดเชื้อ และการกลั้นปัสสาวะนานๆ

5. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

ปัญหาสุขภาพของคุณผู้หญิงที่ต้องเจอหากดื่มน้ำน้อย หากคุณพบว่าคุณมีประจำเดือนที่ไม่สม่ำเสมอ ขาดๆ หายๆ มีน้ำเกินไป มีสีเข้มเกินไป มาเป็นลิ่มเลือด หรือแม้กระทั่งปวดท้องประจำเดือนมาก หนึ่งในสาเหตุอาจมาจากการดื่มน้ำน้อยเกินไปได้

หากคุณยังไม่รู้ว่ากำลังดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือไม่ ให้รีบไปสังเกตอย่ามองข้ามสัญญาณเตือน

Cr. โรงพยาบาลวิภาวดี

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #ดื่มน้ําน้อย #กินน้ำน้อย
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าTuesday, February 17th, 2026 at 10:56am
14 ข้อคิด แค่ “ปฏิเสธ” เป็น ชีวิตก็ดี++

1. ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ประสบความสำเร็จมาก คือ คนที่ประสบความสำเร็จมาก มักจะ “ ปฏิเสธ” เกือบทุกเรื่อง

2. ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเวลา และความต้องการของตัวเองได้อย่างละเอียดรอบคอบมากกว่าตัวเองแล้ว

3. ให้ความสำคัญกับความต้องการของตัวเอง มากกว่าความต้องการของผู้อื่น

4. ทัศนคติของคุณจะเปลี่ยนไป เมื่อคุณมีความตรงไปตรงมามากขึ้น และแน่นอนว่าคุณจะพูดคำที่สวยงาม และเรียบง่ายซึ่งเปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงๆ อย่างคำว่า “ไม่” ได้เก่งขึ้น

5. การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเริ่มต้นได้วันนี้เลย

6. ตราบใดที่คุณปฏิเสธอย่างสุภาพ และตรงไปตรงมาแล้ว คุณก็ไม่ต้องจำเป็นต้องมารับผิดชอบต่อความไม่พอใจที่ผู้ร้องขอรู้สึก

7. ความผิดหวังมีต้นตอมาจากความคาดหวังที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ

8. เรามีเวลาให้ใช้แต่ละวันอย่างจำกัด นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่ตอบรับคำขอของใครสักคน เรากำลังปฏิเสธคนอื่นหรือสิ่งอื่น

9. สิ่งที่จำเป็นต้องรับผิดชอบมากที่สุดคือ การใส่ใจตัวเองก่อนที่จะช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งบ่อยครั้งก็รวมถึงการปฏิเสธคำขอ

10. เราอยากให้คนอื่นชอบเรา ความปรารถนานี้ ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของเราทุกคน

11. เรากลัวว่าเราจะพลาดโอกาสไป นี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนตอบตกลง แม้พวกเขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าการปฏิเสธน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ตาม

12. ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการเรียนรู้วิธีปฏิเสธ คือการเอาชนะความรู้สึกผิด ความกลัว และความอับอายที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำให้คนอื่นผิดหวัง

13. เมื่อคุณปฏิเสธคนอื่นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ คุณจะพบว่าการพูดปฏิเสธช่วยให้คุณมีอิสระในการใช้เวลาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อตัวเอง

14. วิธีที่ดีที่สุดคือการปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์และเคารพผู้ร้องขอ

Cr. Readism

#รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #ปฏิเสธให้เป็น
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, February 16th, 2026 at 10:26am
เจ็บคอหลังตื่นนอน เกิดจากสาเหตุใด แก้ไขยังไงดี?

ทำความเข้าใจกับ อาการเจ็บคอหลังตื่นนอน ด้วย 4 คำถามนี้
นายแพทย์ Bruce Stewart ภาควิชาโสตศอนาสิกวิทยา ได้กล่าวและแนะนำไว้ว่า อาการเจ็บคอหลังตื่นนอน มีสาเหตุหลายประการด้วยกัน ผู้ป่วยจึงควรเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนด้วย 4 ข้อ ดังต่อไปนี้ เพื่อที่จะได้หาสาเหตุอาการเจ็บคอได้ดีขึ้น

1. อาการเจ็บคอหลังตื่นนอนเกิดขึ้นหลังจากได้ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่หรือไม่?
2. คุณเจ็บคอหลังตื่นนอนตลอดทั้งปีหรือเปล่า? หรือเป็นแค่บางฤดูกาลเท่านั้น?
3. มีอาการป่วยอื่น ๆ นอกจากเจ็บคอด้วยหรือไม่?
4. หากมีคนนอนด้วยข้าง ๆ เขาได้บอกคุณหรือไม่ว่า คุณมีอาการนอนกรน หรือ หายใจติดขัดขณะนอนหลับ?

ถ้าสามารถหาคำตอบได้ ก็จะทำให้เราพอรู้ได้ว่า อาการไอหลังตื่นนอน นั้นเกิดจากสาเหตุใด หรือหากคุณไปพบแพทย์ ก็สามารถอธิบายได้ชัดเจนขึ้น คุณหมอก็สามารถวินิจฉัยได้ตรงจุดมากขึ้นนั่นเอง

8 สาเหตุ และวิธีดูแลแก้ไข อาการเจ็บคอหลังตื่นนอน
สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้สาเหตุของ อาการเจ็บคอหลังตื่นนอน เสียก่อน จึงจะสามารถดูแลแก้ไขได้อย่างถูกจุด และหากคุณเจ็บคออยู่เป็นประจำ ยิ่งต้องหาสาเหตุให้ได้ เพราะหากละเลย ปล่อยปัญหาทิ้งไว้นาน ๆ อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว!

สาเหตุที่ 1 : เปิดพัดลม หรือเปิดแอร์ เย็นจนเกินไป
หลายคนชอบเปิดพัดลม เปิดแอร์จ่อตัว ให้รู้สึกเย็นฉ่ำในตอนกลางคืน แต่รู้หรือไม่ว่า เมื่อความเย็นกระทบร่างกายทั้งคืน ร่างกายก็จะเสียสมดุล ภูมิต้านทานต่ำ อาจทำให้เป็นภูมิแพ้อากาศ หรือแพ้อากาศเย็นได้ สังเกตว่าหลังตื่นนอน จะมีอาการ จาม คอแห้ง กลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอ

วิธีแก้ไข – เปลี่ยนทิศทางลมไม่ให้กระทบโดนตัวโดยตรง, ไม่เปิดพัดลม หรือแอร์เย็นจนเกินไป, นอนห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ, หากมีอาการภูมิแพ้อากาศหลังตื่นนอน เช่น จาม น้ำมูกไหล ไอแห้ง หรือเจ็บคอจากภูมิแพ้ ก็สามารถกินยาแก้แพ้ เพื่อบรรเทาอาการได้

สาเหตุที่ 2 : โรคกรดไหลย้อน
เมื่อมีอาการเจ็บคอหลังตื่นนอน พร้อมกับอาการขมปากขมคอ เปรี้ยวในปาก แสบลิ้น ร่วมด้วย ให้สันนิษฐานไว้เลยว่าเกิดจาก โรคกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นโรคที่คนไทยเป็นกันเยอะในยุคนี้

วิธีแก้ไข – เลี่ยงการกินอาหารไขมันสูง รวมถึงอาหารที่เสี่ยงทำให้เป็นกรดไหลย้อนต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม นม ผลไม้ที่มีกรดมาก, คนที่อ้วนจำเป็นต้องลดน้ำหนัก เลิกนิสัยกินจนเกินอิ่ม, ก่อนนอน 3-6 ชั่วโมง ไม่ควรกินข้าว, ออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวทางเดินอาหารดีขึ้น, กินยาลดกรดไหลย้อน เพื่อบรรเทาอาการ

สาเหตุที่ 3 : ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้ไรฝุ่น
หากมีอาการภูมิแพ้เป็นประจำอยู่แล้ว อาจสงสัยได้ว่าอาการเจ็บคอนั้นเกิดจากโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะ ภูมิแพ้อากาศ ที่มักเกิดขึ้นเมื่ออากาศเย็นไป ร้อนไป หรือไปเผชิญฝุ่นมาทั้งวัน, รวมถึงภูมิแพ้ไรฝุ่นที่อยู่บนเตียงนอน หรือแม้แต่น้ำยาซักผ้าที่ใช้ซักปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน

วิธีแก้ไข – พยายามเลี่ยงสิ่งที่แพ้ เช่น แพ้ฝุ่น แพ้อากาศเย็น แพ้ไรฝุ่น ก็ให้เลี่ยงสิ่งเหล่านี้, พยายามออกกำลังกายให้แข็งแรงเสริมสร้างภูมิต้านทาน, ใช้เครื่องนอนป้องกันไรฝุ่น, หมั่นซักผ้าปูที่นอนเป็นประจำ, กินยาแก้แพ้, นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อาการก็จะดีขึ้น

สาเหตุที่ 4 : ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
เมื่อร่างกายขาดน้ำ หรือ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้ร่างกายขาดความชุ่มชื้น เกิดอาการระคายเคืองคอ ไม่สบายคอ และอาจทำให้เกิดอาการอักเสบขณะนอนหลับได้

วิธีแก้ไข – ดื่มน้ำให้เพียงพอ 8 แก้วต่อวัน โดยเฉพาะน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง เพราะน้ำจะช่วยลดการระคายเคือง และทำให้รู้สึกสบายคอ แถมช่วยต่อสู้กับแบคทีเรียได้ดีขึ้น

สาเหตุที่ 5 : อากาศแห้งเกินไป
อากาศที่แห้งเกินไป ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในต่างประเทศที่หนาวเย็น ฉะนั้นใครที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ แล้วมี อาการเจ็บคอหลังตื่นนอน แสบคออยู่เป็นประจำ ก็อาจสงสัยได้ว่าอากาศในห้องแห้งเกินไป (ส่วนในประเทศไทยเป็นเขตร้อนชื้น จะมีอากาศแห้งได้บ้างก็ช่วงหน้าหนาว หรือเปิดแอร์เย็นจนเกินไป)

วิธีแก้ไข – แนะนำให้ซื้ออุปกรณ์วัดความชื้น เพื่อวัดว่าอากาศในห้องแห้งแค่ไหน แห้งจริงหรือไม่, ติดตั้งเครื่องสร้างความชื้นในห้องนอน หรือตั้งแก้วน้ำไว้ใกล้ ๆ หัวนอน เพื่อกระจายความชุ่มชื้นออกมาเรื่อย ๆ, ไม่เปิดแอร์ หรือพัดลมเข้าที่ใบหน้าโดยตรง

สาเหตุที่ 6 : นอนกรน นอนอ้าปาก
นอนกรนมักเกิดขึ้นในช่วงของการหลับลึก และจะกรนดังมากขึ้นเมื่ออยู่ในท่านอนหงาย พบได้ในเพศชายมากกว่าในเพศหญิง ถ้าอาการนอนกรนมีความรุนแรง ก็จะทำให้ คอแห้ง เจ็บคอ ปวดศีรษะในตอนเช้าได้

วิธีแก้ไข – เปลี่ยนท่านอนจากนอนหงายเป็นนอนตะแคง, หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนเข้านอน, ผู้ที่มีโรคอ้วน ควรลดน้ำหนักให้เหมาะสม, ใช้อุปกรณ์ช่วยลดการนอนกรน

สาเหตุที่ 7 : เป็นหวัด
สาเหตุที่ทำให้เป็นหวัด เจ็บคอ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส มากกว่าเชื้อแบคทีเรีย หากเกิดจากเชื้อไวรัสผู้ป่วยมักมีน้ำมูก ไอ คอแดง เสียงเปลี่ยนไป หากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้เกิดคออักเสบ และอาการรุนแรงกว่าการติดเชื้อไวรัสได้

วิธีแก้ไข – เพียงรักษาไข้หวัดให้หาย ด้วยการกินยาลดไข้ ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ เมื่อไข้หวัดหาย อาการเจ็บคอหลังตื่นนอนก็จะดีขึ้น

สาเหตุที่ 8 : สูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ นอกจากจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดแล้ว ยังทำให้เจ็บคอ ไอเรื้อรังได้อีกด้วย ถึงแม้จะเลิกสูบบุหรี่ไปนานเป็นเดือนแล้ว อาการไอ เจ็บคอ คอแห้ง ก็อาจยังมีอาการแสดงให้เห็นอยู่

วิธีแก้ไข – ใครที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ก็ควรเลิกสูบ เพื่อสุขภาพองค์รวมที่ดี และลดการเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดในอนาคต ส่วนใครที่เลิกสูบไปนานเป็นเดือนแล้ว แต่ยังมี อาการไอหลังตื่นนอน อาจใช้วิธีอมลูกอม ยาอม ดื่มน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งมะนาวให้ชุ่มคอ และถ้าไอมีเสมหะ สามารถใช้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ บรรเทาอาการได้

6 ภาวะแทรกซ้อนเมื่อเจ็บคอ ที่ควรไปพบแพทย์
อาการเจ็บคอส่วนมากสามารถหายได้เอง โดยไม่ต้องพบแพทย์ แต่ถ้ามีผลแทรกซ้อนติดเชื้อในคออาจนำไปสู่ ทอนซิลเป็นหนอง ต่อมน้ำเหลืองโตอักเสบ เส้นเลือดที่คออักเสบ และอื่น ๆ โดย 6 อาการดังกล่าวที่เราควรไปพบแพทย์ มีดังนี้

– มีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส
– มีอาการหนาวสั่น
– มีฟันกระทบ ฟันกระแทก
– มีอาการเหงื่อออกตอนกลางคืน
– คอโต คลำแล้วเจอก้อนที่คอ
– สงสัยว่าติดโควิด

Cr. gedgoodlife

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #ตื่นนอน #เจ็บคอ
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, February 13th, 2026 at 9:40am
ดับใจที่ร้อน ด้วยสติและสมาธิ ++

การฝึกสติและสมาธิเป็นประจําสม่ำเสมอทุกวัน โดยการนั่งสมาธิวันละ 10-30 นาที จะส่งผลต่อสมองโดยตรง จะช่วยให้สมองส่วนหน้าพัฒนามากขึ้น และแม้ว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว แต่สมองส่วนนี้ก็ยังสามารถพัฒนาให้ทํางานดีขึ้นได้

8 ประโยชน์ของการการฝึกสติและสมาธิเป็นประจํา

1.เราสามารถควบคุมการทํางานของร่างกายส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น

2.สมองสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และแสดงออกอย่างระมัดระวังมากขึ้น

4.มีความยืดหยุ่นมากขึ้นทั้งในมุมมองต่อโลกและการดําเนินชีวิต

5.เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น

6.ตระหนักรู้ตัวเองและสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น

7.ควบคุมความกลัวได้ดี ทําให้มีความกล้ามากขึ้น

8.มีคุณธรรมมีความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น

เราสามารถฝึกสมาธิง่ายๆ ด้วย 3 ขั้นตอน

1.ฝึกจัดการความคิดที่เข้ามาสอดแทรกเพื่อให้จิตสงบ

การฝึกรับรู้ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก ลักษณะเหมือนกับที่เราเอาหลังมือรองลมหายใจ แต่ที่ปลายจมูกจะมีประสาทรับรู้ความรู้สึกน้อยกว่าและเบากว่ามาก จะรับรู้ได้จึงต้องหยุดความคิดทั้งมวลเริ่มแรก ให้ลองหลับตา แล้วหายใจเข้าออกยาวสัก 4-5 รอบ มุ่งความสนใจไปรับรู้ลมหายใจที่ปลายจมูก เมื่อหาพบแล้วให้สังเกตว่าความรู้สึกข้างไหนชัดกว่า แล้วสังเกตลมหายใจข้างที่ชัดกว่านั้นเพียงข้างเดียวไปเรื่อยๆ ด้วยการหายใจตามปกติ โดยไม่ต้องนับหรือใช้ถ้อยคําใด

2.ฝึกจัดการกับความง่วงจนจิตสงบและผ่อนคลาย

เมื่อเริ่มรับรู้ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูกขณะหลับตาได้แล้ว เราจะพบว่าความคิดหยุดลงได้เพียงชั่วคราวแล้วจะกลับมาอีก เพราะคนเรามีสิ่งสะสมอยู่ในจิตใต้สํานึกมากมาย ดังนั้นขั้นต่อไปจึงเป็นการฝึกลมหายใจอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจเสียงและสิ่งรบกวนจากภายนอกวิธีการ ถ้าเผลอคิดเรื่องอื่นก็ขอแค่รู้ตัวแล้วกลับไปรับรู้ลมหายใจใหม่ ด้วยการหายใจเข้าออกยาวสัก 2 ครั้ง แล้วเฝ้าดูลมหายใจต่อเหมือนเดิมให้ได้สัก 3-4 นาที การผุดความคิดขึ้นเป็นระยะเป็นเรื่องธรรมดาในช่วงเริ่มแรก แต่สิ่งที่เราทําได้คือไม่คิดตามเมื่อรู้ตัวว่ามีความคิดเกิดขึ้น ฝึกเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะสามารถปล่อยความคิดในจิตใต้สํานึกออกไปจนเบาบางลงและทําให้เรารู้ลมหายใจต่อเนื่องมากขึ้น

3.ฝึกหยุดความคิดด้วยการตามรู้ลมหายใจ

สมาธิจะแน่วแน่ต้องจัดการกับความง่วง เพราะเมื่อมีสมาธิแล้วก็ควรนั่งสมาธิให้ได้อย่างน้อย 8-10 นาที แต่เมื่อความง่วงเข้ามาแทรก เราสามารถแก้ด้วยการยืดตัวตรง หายใจเข้าออกลึกๆ สัก 4-5 ลมหายใจ หรือจินตนาการเป็นหลอดไฟที่สว่างจ้าสักพักแล้วกลับไปรับรู้ลมหายใจให้ต่อเนื่อง หากง่วงจริงๆ ก็สามารถเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ลุกขึ้นยืน เดิน ดื่มน้ำ ล้างหน้าแล้วกลับมานั่งสมาธิต่อได้

เมื่อเรารู้วิธีเกิดสมาธิแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาฝึกการมีสติกันการฝึกสมาธิช่วยให้จิตสงบลงชั่วคราว และลดความเครียดที่สะสมอยู่ในจิตใต้สํานึก แต่เมื่อออกจากสมาธิมาอยู่กับชีวิตจริง เราก็จะเริ่มสะสมอารมณ์เชิงลบและความเครียดใหม่ การจะทํางานได้อย่างสงบจึงต้องอาศัยสติเข้าช่วย ซึ่งวิธีการฝึกก็จะเหมือนกับการฝึกสมาธิ ดังนี้

1.ฝึกมีฐานสติอยู่ที่รู้ลมหายใจเล็กน้อย

โดยใช้วิธีที่เรียนรู้มาจากสมาธิ คือ การรู้ลมหายใจเบาๆ ที่ปลายจมูกข้างที่รู้สึกชัดกว่า แต่รู้ไว้เพียงบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเรายังต้องอยู่กับการทํางานตรงหน้า นั่นก็คือเราทํางานหรือทํากิจกรรมควบคู่ไปกับการรู้ลมหายใจ เช่น ฟัง (ได้ยินเสียงที่ได้ยิน) นั่ง (รู้ส่วนที่ร่างกายสัมผัสพื้นผิว) หรือ ยืน (รู้สัมผัสของเท้ากับพื้นและความตึงของต้นขา) เป็นต้น

2. ฝึกจัดการความคิดที่เข้ามาสอดแทรกเพื่อให้จิตสงบ

ในชีวิตจริงเราสามารถฝึกสติไปตามกิจกรรมที่แตกต่างกันได้ ซึ่งกิจที่เราทําอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ กิจภายนอก (การทํากิจกรรมต่างๆ) และกิจภายใน (ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ) เริ่มต้นฝึก ด้วยการเดินขึ้นลงบันได ขณะที่เดินขึ้นให้อยู่กับลมหายใจให้มากและอยู่กับความรู้สึกที่เท้าเล็กน้อย ส่วนในขณะเดินลงบันไดให้ลองฝึกสติอยู่กับเท้าที่สัมผัสพื้นให้มากและอยู่กับลมหายใจเพียงเล็กน้อย โดยไม่จับราวบันได (หากไม่ใช่ผู้สูงวัย) หรือฝึกมีสติในกิจกรรมที่ตั้งใจ เช่น ล้างจาน กวาดบ้าน วิ่ง หรือออกกําลังกาย เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะใช้เวลา 10-20 นาทีที่จะฝึกให้เรามีสติโดยรู้ลมหายใจตัวเอง เมื่อมาถึงจุดนี้เราจะเริ่มเห็นความแตกต่างของสมาธิกับสติว่า การฝึกสมาธิช่วยในการพักผ่อนแต่การฝึกสติใช้ในการทํางาน ทําให้เราอยู่กับงานตรงหน้าได้โดยไม่วอกแวก ในขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้จัดการความเครียดที่เกิดขึ้นในจิตใจ

3. ฝึกพัฒนาสติสู่ปัญญาภายใน

เมื่อฝึกสติจนชํานาญแล้วจะช่วยให้เราจัดการกับปัญหาภายในใจที่จะสามารถปล่อยวางได้ เพราะเราเข้าใจในธรรมชาติที่ต้องเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่ต้องไปยึดติดหรือตอบโต้ สิ่งนี้จะส่งผลไปถึงสติในการทํางานร่วมกันหรือสติในการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานด้วย

Cr. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #สติ #สมาธิ
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, February 12th, 2026 at 4:30pm
วัดไซค์เอวกางเกง จากรอบคอ แม่งยำแค่ไหน?

เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) กล่าวว่า ธรรมชาติออกแบบโครงสร้างร่างกายมนุษย์ไว้น่าอัศจรรย์มาก
เมื่อเขาลองถอดรหัสร่างกายมนุษย์ออกมาเป็นตัวเลข เขาก็เสนอว่าร่างกายหลายส่วนมีความสัมพันธ์กันและเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนได้
เช่น ความสูงของคนเราเท่ากับระยะปลายแขนจดปลายแขนเมื่อกางแขนออกทั้งสองข้าง ความยาวของใบหน้าเท่ากับหนึ่งในแปดของความสูง เป็นต้น

ปัจจุบันมีหลายแหล่งข้อมูลบนเว็บไซต์อ้างว่าดาวินชีบอกด้วยว่า
“สองรอบหัวแม่มือ เท่ากับหนึ่งรอบข้อมือ หรือสองรอบข้อมือ เท่ากับหนึ่งรอบคอ” และ
“ความยาวรอบคอ เป็นครึ่งหนึ่งของความยาวรอบเอว”
แต่เท่าที่ “ซองคำถาม” สืบค้นก็ยังไม่พบบันทึกของดาวินชีที่ระบุชัดเจนในส่วนนี้

ดังนั้นที่มาที่ไปของเรื่องระยะรอบคอเท่ากับครึ่งหนึ่งของรอบเอวจึงยังเป็นเรื่องให้ต้องค้นหากันต่อ แต่วิธีเอาขอบกางเกงพันรอบคอ หากพันรอบพอดีก็แสดงว่าใส่กางเกงตัวนั้นได้ จะใช้ได้หรือไม่
เรื่องนี้น่าจะเป็นความเหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล หรือเป็นค่าโดยเฉลี่ยของผู้มีรูปร่างสมส่วน เพราะคงใช้ไม่ได้แน่สำหรับคนอ้วนลงพุง หรือผู้หญิงสะโพกใหญ่แต่เอวเล็กคอด
บางคนท้วงว่าตนเองมีรูปร่างปรกติ แต่คะเนด้วยวิธีนำกางเกงพันรอบคอไม่ได้ผลก็มีเช่นกัน

อย่าลืมว่าแฟชั่นกางเกงเอวต่ำก็ใช้เทคนิครอบคอวัดไม่ได้ เพราะเรานำไปสวมต่ำกว่าเอวจริง
บางคนสวมระดับสะโพกด้วยซ้ำจึงไม่ใช่รอบเอว ฉะนั้นรอบเอวของกางเกงประเภทนี้จะอยู่ตรงสะโพกช่วงบน หากจะคะเนจากรอบคอควรเผื่อให้ขอบกางเกงเลยจากส่วนที่วัดพอดีรอบคออีกสัก ๑ นิ้ว

Cr. นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 354 สิงหาคม 2557
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #รอบเอว #กางเกงยีนส์ #กางเกง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, February 11th, 2026 at 12:37pm
สาเหตุที่ทำให้เบื่ออาหารเกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการเบื่ออาหารอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยมักมีสาเหตุพื้นฐานที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งการรู้เท่าทันต้นเหตุเหล่านี้จะช่วยให้สามารถรับมือและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร มีดังนี้

1. ท้องผูก
ท้องผูกคือภาวะที่มีการขับถ่ายอุจจาระน้อยกว่าปกติ หรือขับถ่ายได้ลำบาก อุจจาระแข็ง แห้ง หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด โดยทั่วไปหมายถึงการถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เมื่ออุจจาระสะสมในลำไส้นานเกินไป จะเกิดการบีบตัวของลำไส้มากขึ้น ทำให้ท้องอืด แน่นท้อง และรู้สึกไม่สบาย ส่งผลให้เบื่ออาหาร หรือรู้สึกอิ่มตลอดเวลา นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของลำไส้ที่ช้าลงยังส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี จึงกระทบต่อความอยากอาหารโดยตรง

2. การติดเชื้อต่างๆ
อาการเบื่ออาหารอาจเกิดจากการติดเชื้อหลายชนิด ซึ่งส่งผลให้ร่างกายเกิดการอักเสบ มีไข้ หรือระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ตัวอย่างเช่น
– อาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และปวดท้อง ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกไม่สบายและเบื่ออาหารตามมา
– ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย มีไข้ จมูกไม่ได้กลิ่นหรือรับรสลดลง ส่งผลให้ไม่อยากอาหารและรู้สึกเบื่ออาหาร
– ติดเชื้อชนิดอื่นๆ การติดเชื้อชนิดอื่นๆ เช่น ทางเดินอาหาร กระเพาะปัสสาวะ หรือไวรัสบางชนิด อาจกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ทำให้รู้สึกไม่สบาย คลื่นไส้ และเบื่ออาหาร

3. กรดไหลย้อน
กรดไหลย้อนคือภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบหน้าอก จุกแน่น เรอบ่อย รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก ซึ่งอาการไม่สบายเหล่านี้ส่งผลต่อความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกไม่อยากกินอาหาร เบื่ออาหาร หรือกินได้เพียงเล็กน้อย เพราะกลัวจะกระตุ้นอาการให้รุนแรงขึ้น

4. อายุมากขึ้น
อายุมากขึ้นสามารถส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในหลายด้าน รวมถึงความสามารถในการรับรสชาติและกลิ่นที่ลดลง ทำให้ไม่รู้สึกอยากอาหารเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงในระบบทางเดินอาหาร เช่น การลดลงของเอนไซม์ในการย่อยอาหาร หรือการทำงานของกระเพาะอาหารที่ช้าลง ก็อาจทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารได้ อีกทั้งการมีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคเกี่ยวกับหัวใจ ก็อาจทำให้ความอยากอาหารลดลงและมีอาการเบื่ออาหารตามมา

5. ปัญหาสุขภาพจิต
ความเครียด ความกังวล หรือความเศร้าเสียใจสามารถส่งผลต่อการทำงานของร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารชั่วคราว ซึ่งมักจะหายไปเมื่อปัญหาหรือความเครียดคลี่คลาย แต่หากอาการเบื่ออาหารเกิดจากโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ หรือโรคพฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ อาจต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ เพื่อรับการดูแลและยารักษาโรคดังกล่าว ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการเบื่ออาหารได้

6. โรคเรื้อรังที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร
อาการเบื่ออาหารอาจเกิดจากหลายสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพในระบบทางเดินอาหารและลำไส้ โรคต่างๆ ที่ส่งผลต่อการย่อยอาหารหรือการทำงานของลำไส้ เช่น
– ลำไส้แปรปรวน เป็นภาวะที่ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือท้องผูก อาการเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้องและลดความอยากอาหารได้
– โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น โรคโครห์น และอาการลำไส้ใหญ่อักเสบ (Ulcerative Colitis) ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย และสูญเสียน้ำหนัก อาการเหล่านี้สามารถลดความอยากอาหารและทำให้เบื่ออาหาร
– โรคเซลิแอค คือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถย่อยกลูเตนได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบในลำไส้เล็ก ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารไม่เต็มที่ ทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร ท้องอืด ปวดท้อง และอาจสูญเสียน้ำหนักได้
– โรคจากการอักเสบเฉียบพลันอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือการติดเชื้อในร่างกาย มักทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร เนื่องจากร่างกายต้องการพักฟื้นจากการอักเสบ ทำให้ความอยากอาหารลดลง และเกิดอาการคลื่นไส้หรือปวดท้องร่วมด้วย

7. การตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์เป็นภาวะที่หญิงตั้งครรภ์มีการพัฒนาและเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารได้ในช่วงไตรมาสแรก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมน HCG ที่สูงขึ้น ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกไม่อยากอาหาร และอาจทำให้เบื่ออาหารในช่วงนั้นได้

8. โรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง
โรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรังคือโรคที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือยาวนาน อาจไม่สามารถหายขาดได้ และต้องมีการดูแลรักษาตลอดชีวิต เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคตับ หรือโรคมะเร็ง การมีโรคเหล่านี้สามารถทำให้เบื่ออาหารได้เนื่องจากความรู้สึกไม่สบายจากอาการของโรค เช่น คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น การใช้ยาเคมีบำบัดในกรณีมะเร็งที่อาจทำให้ระบบทางเดินอาหารระคายเคืองและไม่อยากอาหาร

9. ผลข้างเคียงจากยา
ยาที่มักทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร ได้แก่ ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่อาจส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารเกิดความไม่สบายตัว เช่น คลื่นไส้หรือปวดท้อง ยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือการเปลี่ยนแปลงในรสชาติของอาหาร รวมถึงยาโคเดอีน (Codeine) และมอร์ฟีน ซึ่งเป็นยากลุ่ม Opioid ที่สามารถทำให้เกิดอาการเบื่ออาหารได้จากการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกไม่อยากทานอาหารหรือทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ

การดูแลและรักษาสุขภาพเมื่อเบื่ออาหาร

– การดูแลและรักษาสุขภาพเมื่อเบื่ออาหาร
สามารถดูแลและรักษาเพื่อฟื้นฟูจากอาการเบื่ออาหารได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร การดูแลที่เหมาะสมสามารถช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้น เช่น

– ปรับพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร
การปรับพฤติกรรมในการรับประทานอาหารสามารถทำได้หลายวิธีเพื่อช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและเพิ่มประสิทธิภาพในการรับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น
* รับประทานอาหารในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้งตลอดทั้งวัน ถึงแม้จะไม่รู้สึกหิว
* เลือกทานอาหารเหลว เช่น น้ำซุปใส ซุป หรือน้ำผลไม้ แทนอาหารแข็งเมื่อไม่สบาย
* หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรืออาหารทอดมันๆ ที่อาจทำให้ปวดท้อง
* เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนสูงเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง

– ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
เมื่อเบื่ออาหาร การออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดิน หรือการโยคะ จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและลดความเครียด การออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น ส่วนการพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู และลดความเหนื่อยล้าหรือเครียดที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เบื่ออาหาร

– รับประทานยาหรืออาหารเสริม
การรับประทานยาหรืออาหารเสริมสามารถช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ เช่น ยากระตุ้นความอยากอาหาร (Appetite Stimulants) หรืออาหารเสริมที่มีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ อย่างเช่น วิตามินบีรวม หรือวิตามินดี ซึ่งช่วยเสริมสร้างสุขภาพโดยรวมและฟื้นฟูความอยากอาหาร นอกจากนี้ยังสามารถเลือกอาหารเสริมที่มีโปรตีนสูงหรือมีแคลอรีสูง เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายและช่วยลดอาการเบื่ออาหาร

สรุป
อาการเบื่ออาหารสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคในระบบทางเดินอาหาร ความเครียด หรือการใช้ยาบางชนิด การดูแลรักษาสุขภาพเมื่อต้องเผชิญกับอาการเบื่ออาหารสามารถทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น รับประทานมื้อเล็กๆ หรือเลือกอาหารเหลวเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็น นอกจากนี้ยังควรออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ และในบางกรณีอาจต้องรับประทานยาหรืออาหารเสริมเพื่อกระตุ้นความอยากอาหารให้กลับมา

Cr. โรงพยาบาลวิภาวดี

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #เบื่ออาหาร #เบื่อหน่าย