รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, July 25th, 2026 at 9:20am
หิวตอนดึก กินอะไรดี?
โดยทั่วไปเราควรกินอาหารห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันโรคกรดไหลย้อน และช่วยให้นอนหลับสนิทมากขึ้น แต่ถ้าหากมีอาการหิวมากก่อนเข้านอนเราก็ควรหาวิธีการบรรเทาความหิวด้วยการรองท้อง เพื่อนอนหลับได้อย่างมีความสุข
วันนี้นักกำหนดอาหารมีตัวอย่างอาหารแก้หิวยามดึกมาให้ทุกคนลองเลือกกันดังนี้ค่ะ
1. ผลไม้สด 1 จานรองกาแฟ เช่น แอปเปิ้ล 1 ผลกลาง ส้ม 1 ผล ส้มโอ 2 กลีบ แตงโม 6-8 ชิ้นคำ องุ่น 15 ผลเล็ก เป็นต้น ผลไม้ทุกชนิดมีใยอาหารเป็นส่วนประกอบ การกินผลไม้ในปริมาณที่แนะนำจะช่วยให่อิ่มท้องแต่ไม่แนะนำน้ำผลไม้หรือผลไม้แปรรูป เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง
2. นม น้ำเต้าหู้ หรือโยเกิร์ต โดยอาจเลือกดื่มนมรสจืดสูตรพร่องมันเนย หรือขาดมันเนย นมถั่วเหลืองสูตรไม่หวาน 1 กล่อง หรือจะเลือกกินโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติที่มีไขมันต่ำหรือไขมัน 0% 1 ถ้วย ส่วนนมเปรี้ยวไม่แนะนำ เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง และมีโปรตีนน้อย
3. แซนวิช 1 ชิ้นเล็กๆ โดยเลือกไส้ที่มีโปรตีน เช่น ไข่ต้ม หมูสันใน เนื้อไก่ ทูน่า เป็นต้น หากเป็นขนมปังโฮลวีต หรือโฮลเกรนด้วยจะได้รับใยอาหารเพิ่มขึ้น
4. ถั่วเปลือกแข็ง ธัญพืช แนะนำให้เลือกทานถั่ว หรือธัญพืช เช่น อัลมอนด์อบ ลูกเดือยอบสูตรไม่ใส่เกลือประมาณ 1 กำมือ ถั่วเปลือกแข็งและธัญพืชเป็นแหล่งของใยอาหาร และไขมันดี
5. เมนูไข่ ไข่เป็นอาหารที่พลังงานไม่สูง มีโปรตีน อาจเลือกปรุงประกอบแบบง่ายๆ เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋นไมโครเวฟก็ได้
อย่างไรก็ตามหากไม่อยากกินมื้อดึกมีวิธีง่ายๆ แนะนำ คือ ทานมื้อเย็นให้อยู่ท้อง โดยเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เข้านอนให้เร็วขึ้น เราจะได้ไม่ต้องหิวตอนดึก
Cr. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #หิวดึกๆ #หิวก่อนนอน #หิวตอนดึก #หิว #ก่อนนอน #กินก่อนนอน
โดยทั่วไปเราควรกินอาหารห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันโรคกรดไหลย้อน และช่วยให้นอนหลับสนิทมากขึ้น แต่ถ้าหากมีอาการหิวมากก่อนเข้านอนเราก็ควรหาวิธีการบรรเทาความหิวด้วยการรองท้อง เพื่อนอนหลับได้อย่างมีความสุข
วันนี้นักกำหนดอาหารมีตัวอย่างอาหารแก้หิวยามดึกมาให้ทุกคนลองเลือกกันดังนี้ค่ะ
1. ผลไม้สด 1 จานรองกาแฟ เช่น แอปเปิ้ล 1 ผลกลาง ส้ม 1 ผล ส้มโอ 2 กลีบ แตงโม 6-8 ชิ้นคำ องุ่น 15 ผลเล็ก เป็นต้น ผลไม้ทุกชนิดมีใยอาหารเป็นส่วนประกอบ การกินผลไม้ในปริมาณที่แนะนำจะช่วยให่อิ่มท้องแต่ไม่แนะนำน้ำผลไม้หรือผลไม้แปรรูป เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง
2. นม น้ำเต้าหู้ หรือโยเกิร์ต โดยอาจเลือกดื่มนมรสจืดสูตรพร่องมันเนย หรือขาดมันเนย นมถั่วเหลืองสูตรไม่หวาน 1 กล่อง หรือจะเลือกกินโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติที่มีไขมันต่ำหรือไขมัน 0% 1 ถ้วย ส่วนนมเปรี้ยวไม่แนะนำ เพราะมีปริมาณน้ำตาลสูง และมีโปรตีนน้อย
3. แซนวิช 1 ชิ้นเล็กๆ โดยเลือกไส้ที่มีโปรตีน เช่น ไข่ต้ม หมูสันใน เนื้อไก่ ทูน่า เป็นต้น หากเป็นขนมปังโฮลวีต หรือโฮลเกรนด้วยจะได้รับใยอาหารเพิ่มขึ้น
4. ถั่วเปลือกแข็ง ธัญพืช แนะนำให้เลือกทานถั่ว หรือธัญพืช เช่น อัลมอนด์อบ ลูกเดือยอบสูตรไม่ใส่เกลือประมาณ 1 กำมือ ถั่วเปลือกแข็งและธัญพืชเป็นแหล่งของใยอาหาร และไขมันดี
5. เมนูไข่ ไข่เป็นอาหารที่พลังงานไม่สูง มีโปรตีน อาจเลือกปรุงประกอบแบบง่ายๆ เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋นไมโครเวฟก็ได้
อย่างไรก็ตามหากไม่อยากกินมื้อดึกมีวิธีง่ายๆ แนะนำ คือ ทานมื้อเย็นให้อยู่ท้อง โดยเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เข้านอนให้เร็วขึ้น เราจะได้ไม่ต้องหิวตอนดึก
Cr. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #หิวดึกๆ #หิวก่อนนอน #หิวตอนดึก #หิว #ก่อนนอน #กินก่อนนอน
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, July 23rd, 2026 at 6:53am
รองเท้าเปียกน้ำ ทำไงให้แห้งไว?
1. จัดการรองเท้าหลังลุยฝน
หลังจากลุยฝนพร้อม รองเท้าเปียก ชุ่มจนถึงบ้านแล้ว การถอดทิ้งไว้ให้รองเท้าแห้งเองนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเลย เพราะไหนจะทำให้รองเท้าเสียทรง คราบก็ยิ่งฝังแน่น และยังแห้งยากอีก วิธีดูแลที่ดีคือการหาผ้าสะอาด ๆ มาซับน้ำ และเช็ดทำความสะอาดคราบดิน หรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออก จากนั้นให้นำกระดาษหนังสือพิมพ์ มาขยำเป็นก้อน และยัดเข้าไปด้านในเพื่อดันรองเท้าไม่เสียรูปทรง คราวนี้ก็นำไปวางตากในบริเวณที่มีลมผ่าน และวางพิงรองเท้าเข้ากับกำแพง เพื่อให้น้ำไม่ไปขังอยู่ตรงพื้นรองเท้า
2 . วางรองเท้าในที่อากาศถ่ายเทสะดวกหลังใช้
พื้นที่สำหรับวาง หรือเก็บรองเท้านั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ที่มีความชื้นมากเป็นพิเศษ หรือบางวันแค่ใส่ออกไปเดินแปปเดียว และเจอน้ำขังเข้าไปหน่อย รองเท้าก็ชื้นเอาได้ง่าย ๆ แล้ว ซึ่งพอกลับมาถึงบ้าน ถอดรองเท้าปุ๊ป ก็อย่าเพิ่งยัดรองเท้าเข้าตู้ที่ปิดสนิทโดดเด็ดขาด เพราะนั่นจะยิ่งทำให้รองเท้าชื้น จนเกิดกลิ่นอับรวมทั้งเสื่อมสภาพเร็วขึ้นด้วย ทางที่ดีควรวางไว้ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ส่วนรองเท้าที่เก็บอยู่ในกล่องหรือตู้นั้น ก็อาจหา silica gel หรือสารดูดความชื้นต่าง ๆ มาใส่ไว้
3 . ขจัดกลิ่นอับในรองเท้าด้วยเบคกิ้งโซดา
นอกจากจะต้องทำให้รองเท้าสะอาด ไร้คราบ ดูเหมือนใหม่แล้ว เรื่องกลิ่นก็ละเลยไม่ได้ และสำหรับช่วงที่อากาศชื้นขนาดนี้ บางทีใส่แค่แปปเดียว ก็มีกลิ่นในรองเท้าแล้ว ยิ่งถ้าคู่ไหนที่ต้องใส่ทุกวัน จนไม่มีเวลาซักหรือนำไปตาก ก็ต้องมาใช้ทางลัดแก้ขัดกันไปพลาง ๆ โดยหลังจากเลิกใช้งานในตอนเย็นที่กลับถึงบ้านแล้ว ให้นำเบกกิ้งโซดามาเทใส่ไปในรองเท้า และปล่อยทิ้งไว้ตลอดคืน เช้ามาก็ค่อยเคาะออก เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดกลิ่นอับด้านใน ทำให้ใส่รองเท้าคู่ประจำออกนอกบ้านได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่น
4 . การทำความสะอาดเฉพาะจุด
แม้จะดูแล และระวังสุดชีวิต เพื่อไม่ให้รองเท้าคู่เก่งที่เพิ่งซักมาต้องเลอะ แต่ในระหว่างวันก็อาจเจอน้ำกระเด็นใส่ หรือต้องเดินผ่านบริเวณที่มีน้ำขังบ้าง ซึ่งนั่นอาจทำให้รองเท้าเลอะเทอะ และเกิดคราบเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ แต่ถ้าไม่อยากรอจนคราบเริ่มฝังแน่น หรือสะสมเยอะ ๆ จึงค่อยซัก ก็สามารถใช้ฟองน้ำหรือสำลีชุบน้ำสบู่อ่อน ๆ มาถูวนตรงที่มีคราบ และค่อยนำผ้าสะอาดมาผ้าซับออกอีกที เท่านี้คราบเล็ก ๆ ที่มากวนใจในแต่ละวัน ก็จะหลุดออกไป รองเท้าก็จะเหมือนเพิ่งซักใหม่ได้ทุกวันเพราะไม่ต้องทนรอให้เลอะจนสะสม
5 . การทำความสะอาดพื้นรองเท้า
ดูแลทำความสะอาดคราบเลอะ ที่พื้นผิวรองเท้ากันไปแล้ว ส่วนต่อมาก็คือพื้นรองเท้านั่นเอง แม้จะเป็นส่วนที่คราบอาจเลอะและฝังแน่นได้ยากกว่า แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจทำความสะอาดได้ยากขึ้น ซึ่งการทำความสะอาดพื้นยางด้านล่างนั้น ไม่ยากเลย แค่หาแปรงสีฟันอันเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมาบีบยาสีฟันลงไปตามปกติ และนำไปขัด ๆ ถู ๆ ที่พื้นยาง หรืออีกวิธีคือการใช้คลีนซิ่งลบเครื่องสำอาง มาบีบใส่สำลีและนำไปถู ก็ทำให้พื้นรองเท้าสะอาดได้เหมือนกัน
6 . รองเท้าแห้งไวได้ด้วยไดร์เป่าผม
ไม่ว่ารองเท้าจะเปียกจนชุ่ม หรือแค่อับชื้นนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ถือว่ายังแห้งไม่ทันใจ ให้พร้อมใช้งานได้อยู่ดี ในเมื่อตากไม่ทัน แดดไม่มี สิ่งที่ช่วยได้ก็คือไอเท็มพื้นฐานในบ้านอย่างไดร์เป่าผมนั่นเอง โดยอันดับแรก ให้นำแผ่นรองด้านในรองเท้าออกมา พร้อมทั้งคลายเชือกหรือสายรัดออก เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้มากขึ้น จากนั้นก็ลงมือเป่าลมร้อนเข้าไปช่วยให้รองเท้าแห้งแบบติดสปีดกันเลย
7. สับเปลี่ยนพื้นรองเท้าด้านใน
แม้รองเท้าจะสะอาด และไร้กลิ่นแล้ว แต่บางครั้งพอต้องใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน ในช่วงที่อากาศชื้น ก็ทำให้ไม่สบายเท้าได้เหมือนกัน ซึ่งวิธีแก้ง่าย ๆ คือการหาพื้นรองเท้าด้านใน มาสับเปลี่ยนนั่นเอง อยากได้กี่อันก็สามารถซื้อตุนไว้ได้จากห้างสรรพสินค้าทั่วไป พอผ่านไปอีกวันก็นำแผ่นใหม่มาวางแทน แผ่นเก่าก็นำออกไปตาก หรือทำความสะอาด และสลับกลับมาใช้ใหม่ ไม่ต้องทนเหนอะหนะเท้าให้ลำบาก และไม่ต้องรีบทำความสะอาดบ่อย ๆ ด้วย
8 . ปกป้องรองเท้าก่อนลุยฝน
ทำความสะอาดรองเท้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมาก็คือการดูแลปกป้อง ไม่ให้น้ำฝนหรือคราบต่าง ๆ มาทำอะไรรองเท้าเราได้ง่าย ๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีทั้งสเปรย์นาโน แบบสำเร็จรูปพร้อมใช้งานที่แค่นำมาฉีดพ่นรองเท้าให้ทั่ว และทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน ก็ช่วยป้องกันคราบเลอะติดได้ ส่วนอีกวิธีที่ทำได้เอง ก็คือการนำเทียนหรือขี้ผึ้งมาถูลงไปบนรองเท้าให้หนาพอประมาณ ตามด้วยการนำไดร์มาเป่าลมร้อนให้เนื้อเทียนค่อย ๆ ซึมลงไปเคลือบผิวรองเท้า เป็นการป้องกันอีกชั้นเพื่อไม่ให้น้ำหรือคราบต่าง ๆ ซึมลงไป ทีนี้ก็จะเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
9 . ใช้ถุงคลุมรองเท้ากันฝน
ถ้าไม่อยากต้องคอยกังวล หรือทำความสะอาดบ่อย ๆ และพร้อมลุยออกจากบ้านโดยไม่ต้องแคร์ฝน ก็แนะนำถุงคลุมรองเท้า ที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะ ไอเทมนี้จะเป็นตัวช่วยเสริมสำหรับป้องกันรองเท้าจากน้ำ และคราบเลอะต่าง ๆ โดยแค่สวมถุงคลุมรองเท้า ทับเข้าไปหลังจากใส่รองเท้าคู่โปรด ไม่ว่าฝนจะตก น้ำจะขัง หรือโคลนจะกระเด็นมากี่ครั้ง ก็ทำอะไรรองเท้าของเราไม่ได้! พอใช้งานเสร็จหรืออยู่ในอาคารที่ร่ม ก็สามารถถอดออกและนำไปทำความสะอาด เพื่อนำกลับมาสวมอีกครั้งได้อย่างสบาย ๆ
Cr. บ้านและสวน
#รู้ไว้ใช่ว่า #ฝนตก #ลุยฝน #รองเท้า #รองเท้าเปียก #ลุยน้ำ #ลุยฝน #เปียกฝน #เปียกยันไข่ #น้ำท่วม
1. จัดการรองเท้าหลังลุยฝน
หลังจากลุยฝนพร้อม รองเท้าเปียก ชุ่มจนถึงบ้านแล้ว การถอดทิ้งไว้ให้รองเท้าแห้งเองนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเลย เพราะไหนจะทำให้รองเท้าเสียทรง คราบก็ยิ่งฝังแน่น และยังแห้งยากอีก วิธีดูแลที่ดีคือการหาผ้าสะอาด ๆ มาซับน้ำ และเช็ดทำความสะอาดคราบดิน หรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ออก จากนั้นให้นำกระดาษหนังสือพิมพ์ มาขยำเป็นก้อน และยัดเข้าไปด้านในเพื่อดันรองเท้าไม่เสียรูปทรง คราวนี้ก็นำไปวางตากในบริเวณที่มีลมผ่าน และวางพิงรองเท้าเข้ากับกำแพง เพื่อให้น้ำไม่ไปขังอยู่ตรงพื้นรองเท้า
2 . วางรองเท้าในที่อากาศถ่ายเทสะดวกหลังใช้
พื้นที่สำหรับวาง หรือเก็บรองเท้านั้นสำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ที่มีความชื้นมากเป็นพิเศษ หรือบางวันแค่ใส่ออกไปเดินแปปเดียว และเจอน้ำขังเข้าไปหน่อย รองเท้าก็ชื้นเอาได้ง่าย ๆ แล้ว ซึ่งพอกลับมาถึงบ้าน ถอดรองเท้าปุ๊ป ก็อย่าเพิ่งยัดรองเท้าเข้าตู้ที่ปิดสนิทโดดเด็ดขาด เพราะนั่นจะยิ่งทำให้รองเท้าชื้น จนเกิดกลิ่นอับรวมทั้งเสื่อมสภาพเร็วขึ้นด้วย ทางที่ดีควรวางไว้ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ส่วนรองเท้าที่เก็บอยู่ในกล่องหรือตู้นั้น ก็อาจหา silica gel หรือสารดูดความชื้นต่าง ๆ มาใส่ไว้
3 . ขจัดกลิ่นอับในรองเท้าด้วยเบคกิ้งโซดา
นอกจากจะต้องทำให้รองเท้าสะอาด ไร้คราบ ดูเหมือนใหม่แล้ว เรื่องกลิ่นก็ละเลยไม่ได้ และสำหรับช่วงที่อากาศชื้นขนาดนี้ บางทีใส่แค่แปปเดียว ก็มีกลิ่นในรองเท้าแล้ว ยิ่งถ้าคู่ไหนที่ต้องใส่ทุกวัน จนไม่มีเวลาซักหรือนำไปตาก ก็ต้องมาใช้ทางลัดแก้ขัดกันไปพลาง ๆ โดยหลังจากเลิกใช้งานในตอนเย็นที่กลับถึงบ้านแล้ว ให้นำเบกกิ้งโซดามาเทใส่ไปในรองเท้า และปล่อยทิ้งไว้ตลอดคืน เช้ามาก็ค่อยเคาะออก เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดกลิ่นอับด้านใน ทำให้ใส่รองเท้าคู่ประจำออกนอกบ้านได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่น
4 . การทำความสะอาดเฉพาะจุด
แม้จะดูแล และระวังสุดชีวิต เพื่อไม่ให้รองเท้าคู่เก่งที่เพิ่งซักมาต้องเลอะ แต่ในระหว่างวันก็อาจเจอน้ำกระเด็นใส่ หรือต้องเดินผ่านบริเวณที่มีน้ำขังบ้าง ซึ่งนั่นอาจทำให้รองเท้าเลอะเทอะ และเกิดคราบเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ แต่ถ้าไม่อยากรอจนคราบเริ่มฝังแน่น หรือสะสมเยอะ ๆ จึงค่อยซัก ก็สามารถใช้ฟองน้ำหรือสำลีชุบน้ำสบู่อ่อน ๆ มาถูวนตรงที่มีคราบ และค่อยนำผ้าสะอาดมาผ้าซับออกอีกที เท่านี้คราบเล็ก ๆ ที่มากวนใจในแต่ละวัน ก็จะหลุดออกไป รองเท้าก็จะเหมือนเพิ่งซักใหม่ได้ทุกวันเพราะไม่ต้องทนรอให้เลอะจนสะสม
5 . การทำความสะอาดพื้นรองเท้า
ดูแลทำความสะอาดคราบเลอะ ที่พื้นผิวรองเท้ากันไปแล้ว ส่วนต่อมาก็คือพื้นรองเท้านั่นเอง แม้จะเป็นส่วนที่คราบอาจเลอะและฝังแน่นได้ยากกว่า แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจทำความสะอาดได้ยากขึ้น ซึ่งการทำความสะอาดพื้นยางด้านล่างนั้น ไม่ยากเลย แค่หาแปรงสีฟันอันเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วมาบีบยาสีฟันลงไปตามปกติ และนำไปขัด ๆ ถู ๆ ที่พื้นยาง หรืออีกวิธีคือการใช้คลีนซิ่งลบเครื่องสำอาง มาบีบใส่สำลีและนำไปถู ก็ทำให้พื้นรองเท้าสะอาดได้เหมือนกัน
6 . รองเท้าแห้งไวได้ด้วยไดร์เป่าผม
ไม่ว่ารองเท้าจะเปียกจนชุ่ม หรือแค่อับชื้นนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ถือว่ายังแห้งไม่ทันใจ ให้พร้อมใช้งานได้อยู่ดี ในเมื่อตากไม่ทัน แดดไม่มี สิ่งที่ช่วยได้ก็คือไอเท็มพื้นฐานในบ้านอย่างไดร์เป่าผมนั่นเอง โดยอันดับแรก ให้นำแผ่นรองด้านในรองเท้าออกมา พร้อมทั้งคลายเชือกหรือสายรัดออก เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้มากขึ้น จากนั้นก็ลงมือเป่าลมร้อนเข้าไปช่วยให้รองเท้าแห้งแบบติดสปีดกันเลย
7. สับเปลี่ยนพื้นรองเท้าด้านใน
แม้รองเท้าจะสะอาด และไร้กลิ่นแล้ว แต่บางครั้งพอต้องใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน ในช่วงที่อากาศชื้น ก็ทำให้ไม่สบายเท้าได้เหมือนกัน ซึ่งวิธีแก้ง่าย ๆ คือการหาพื้นรองเท้าด้านใน มาสับเปลี่ยนนั่นเอง อยากได้กี่อันก็สามารถซื้อตุนไว้ได้จากห้างสรรพสินค้าทั่วไป พอผ่านไปอีกวันก็นำแผ่นใหม่มาวางแทน แผ่นเก่าก็นำออกไปตาก หรือทำความสะอาด และสลับกลับมาใช้ใหม่ ไม่ต้องทนเหนอะหนะเท้าให้ลำบาก และไม่ต้องรีบทำความสะอาดบ่อย ๆ ด้วย
8 . ปกป้องรองเท้าก่อนลุยฝน
ทำความสะอาดรองเท้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมาก็คือการดูแลปกป้อง ไม่ให้น้ำฝนหรือคราบต่าง ๆ มาทำอะไรรองเท้าเราได้ง่าย ๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีทั้งสเปรย์นาโน แบบสำเร็จรูปพร้อมใช้งานที่แค่นำมาฉีดพ่นรองเท้าให้ทั่ว และทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน ก็ช่วยป้องกันคราบเลอะติดได้ ส่วนอีกวิธีที่ทำได้เอง ก็คือการนำเทียนหรือขี้ผึ้งมาถูลงไปบนรองเท้าให้หนาพอประมาณ ตามด้วยการนำไดร์มาเป่าลมร้อนให้เนื้อเทียนค่อย ๆ ซึมลงไปเคลือบผิวรองเท้า เป็นการป้องกันอีกชั้นเพื่อไม่ให้น้ำหรือคราบต่าง ๆ ซึมลงไป ทีนี้ก็จะเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
9 . ใช้ถุงคลุมรองเท้ากันฝน
ถ้าไม่อยากต้องคอยกังวล หรือทำความสะอาดบ่อย ๆ และพร้อมลุยออกจากบ้านโดยไม่ต้องแคร์ฝน ก็แนะนำถุงคลุมรองเท้า ที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะ ไอเทมนี้จะเป็นตัวช่วยเสริมสำหรับป้องกันรองเท้าจากน้ำ และคราบเลอะต่าง ๆ โดยแค่สวมถุงคลุมรองเท้า ทับเข้าไปหลังจากใส่รองเท้าคู่โปรด ไม่ว่าฝนจะตก น้ำจะขัง หรือโคลนจะกระเด็นมากี่ครั้ง ก็ทำอะไรรองเท้าของเราไม่ได้! พอใช้งานเสร็จหรืออยู่ในอาคารที่ร่ม ก็สามารถถอดออกและนำไปทำความสะอาด เพื่อนำกลับมาสวมอีกครั้งได้อย่างสบาย ๆ
Cr. บ้านและสวน
#รู้ไว้ใช่ว่า #ฝนตก #ลุยฝน #รองเท้า #รองเท้าเปียก #ลุยน้ำ #ลุยฝน #เปียกฝน #เปียกยันไข่ #น้ำท่วม
รู้ไว้ใช่ว่าTuesday, July 21st, 2026 at 9:44am
จอดรถตากแดด อุณหภูมิภายในสูงมากแค่ไหน?
🔥 อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด! “รถจอดตากแดด” ไม่ใช่แค่ร้อน…แต่อาจถึงชีวิต รู้ไหมว่า…
☀️ แค่อุณหภูมิภายนอก 35°C
🚗 ผ่านไปแค่ 10 นาที ➡️ ในรถพุ่งสูงถึง 45.5°C
🚗 ผ่านไป 30 นาที ➡️ สูงถึง 53.8°C
🚗 มากกว่า 1 ชั่วโมง ➡️ อาจทะลุ 60°C
🚫 อย่าทำเด็ดขาด!
• อย่าอยู่ในรถที่จอดตากแดด
• อย่าทิ้งเด็กไว้ในรถ แม้เพียงไม่กี่นาที
• อย่าปล่อยสัตว์เลี้ยงไว้ในรถ
Cr. กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #จอดรถ #จอดรถกลางแดด #จอดรถกลางแจ้ง #แสงแดด #จอดกลางแดด #รถตากแดด #รถจอดตากแดด
🔥 อันตรายใกล้ตัวกว่าที่คิด! “รถจอดตากแดด” ไม่ใช่แค่ร้อน…แต่อาจถึงชีวิต รู้ไหมว่า…
☀️ แค่อุณหภูมิภายนอก 35°C
🚗 ผ่านไปแค่ 10 นาที ➡️ ในรถพุ่งสูงถึง 45.5°C
🚗 ผ่านไป 30 นาที ➡️ สูงถึง 53.8°C
🚗 มากกว่า 1 ชั่วโมง ➡️ อาจทะลุ 60°C
🚫 อย่าทำเด็ดขาด!
• อย่าอยู่ในรถที่จอดตากแดด
• อย่าทิ้งเด็กไว้ในรถ แม้เพียงไม่กี่นาที
• อย่าปล่อยสัตว์เลี้ยงไว้ในรถ
Cr. กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #จอดรถ #จอดรถกลางแดด #จอดรถกลางแจ้ง #แสงแดด #จอดกลางแดด #รถตากแดด #รถจอดตากแดด
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, July 20th, 2026 at 9:06am
กินน้ำอัดลม เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง จริงไหม?
มะเร็ง (Cancer) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย ทำให้เซลล์มีการเติบโตที่ผิดปกติจนเกิดเป็นก้อนเนื้อ หรือมีการเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ผิดปกติ และอาจลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง
หรือกระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ผ่านทางระบบเลือด หรือระบบทางเดินน้ำเหลือง โรคมะเร็งมีหลายชนิดขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็นจุดกำเนิดของโรค และชนิดของเซลล์มะเร็ง มะเร็งสามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย
ปัจจุบันแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนเพียงสาเหตุเดียวของการเกิดมะเร็งในแต่ละบุคคล
แต่พบว่ามีหลายปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็ง เช่น กรรมพันธุ์ บุหรี่ แอลกอฮอล์ การได้รับสารเคมีบางชนิด เช่น แคดเมียม ไวนิลคลอไรด์ การติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียบางชนิด เช่น HPV virus
ไวรัสตับอักเสบบี นอกจากนี้มะเร็งอาจเกิดได้จากสภาวะเครียด หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม
เช่น การกินอาหารไขมันสูง เป็นต้น
โดยมีบางคนอ้างว่า การดื่มน้ำอัดลมทำให้เสี่ยงเกิดมะเร็ง ความจริงแล้วน้ำอัดลม คือเครื่องดื่ม
ที่อัดเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป เมื่อดื่มเข้าไปจึงทำให้รู้สึกซ่า นอกจากนี้น้ำอัดลมมักประกอบด้วยน้ำตาล ทำให้หากบริโภคมากเกินไปจะนำพาโรคต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ
โรคกระดูกพรุน เเละทำให้เกิดฟันผุได้ เเต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยยืนยันได้ว่าการบริโภคน้ำอัดลม จะทำให้
เกิดมะเร็ง ดังนั้นอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป เเต่การดื่มน้ำอัดลมจะส่งผลต่อภาวะอ้วนซะมากกว่า
ถ้าหากมีความกังวลใจ หรือพบความผิดปกติของร่างกาย เเนะนำให้ไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างเหมาะสม ที่สำคัญการออกกำลังกาย นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดนั้น
จะทำให้ห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้
Cr. กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #น้ำอัดลม #น้ำอัดลมโบราณ #มะเร็ง
มะเร็ง (Cancer) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย ทำให้เซลล์มีการเติบโตที่ผิดปกติจนเกิดเป็นก้อนเนื้อ หรือมีการเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ผิดปกติ และอาจลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง
หรือกระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ผ่านทางระบบเลือด หรือระบบทางเดินน้ำเหลือง โรคมะเร็งมีหลายชนิดขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็นจุดกำเนิดของโรค และชนิดของเซลล์มะเร็ง มะเร็งสามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย
ปัจจุบันแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนเพียงสาเหตุเดียวของการเกิดมะเร็งในแต่ละบุคคล
แต่พบว่ามีหลายปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสในการเกิดมะเร็ง เช่น กรรมพันธุ์ บุหรี่ แอลกอฮอล์ การได้รับสารเคมีบางชนิด เช่น แคดเมียม ไวนิลคลอไรด์ การติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียบางชนิด เช่น HPV virus
ไวรัสตับอักเสบบี นอกจากนี้มะเร็งอาจเกิดได้จากสภาวะเครียด หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม
เช่น การกินอาหารไขมันสูง เป็นต้น
โดยมีบางคนอ้างว่า การดื่มน้ำอัดลมทำให้เสี่ยงเกิดมะเร็ง ความจริงแล้วน้ำอัดลม คือเครื่องดื่ม
ที่อัดเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป เมื่อดื่มเข้าไปจึงทำให้รู้สึกซ่า นอกจากนี้น้ำอัดลมมักประกอบด้วยน้ำตาล ทำให้หากบริโภคมากเกินไปจะนำพาโรคต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ
โรคกระดูกพรุน เเละทำให้เกิดฟันผุได้ เเต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยยืนยันได้ว่าการบริโภคน้ำอัดลม จะทำให้
เกิดมะเร็ง ดังนั้นอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป เเต่การดื่มน้ำอัดลมจะส่งผลต่อภาวะอ้วนซะมากกว่า
ถ้าหากมีความกังวลใจ หรือพบความผิดปกติของร่างกาย เเนะนำให้ไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างเหมาะสม ที่สำคัญการออกกำลังกาย นอนพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดนั้น
จะทำให้ห่างไกลจากโรคต่าง ๆ ได้
Cr. กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #น้ำอัดลม #น้ำอัดลมโบราณ #มะเร็ง
รู้ไว้ใช่ว่าSunday, July 19th, 2026 at 10:25am
สายนวดต้องรู้ 5 จุดที่ไม่ควรนวด ++
1. ขมับ
เป็นบริเวณที่กระดูกไม่แข็งแรงและกล้ามเนื้อที่คลุมศีรษะบาง ถ้ากดแรงอาจทำให้บาดเจ็บได้ง่าย เช่น เส้นเลือดแตก
2. คอ
มีจุดชีพจร หากกดผิดจุดอาจทำให้เกิดอันตรายกับเส้นเลือดในสมองถ้านวดหรือกดบริเวณเส้นเลือดแดงใหญ่อาจทำให้สมองขาดเลือด
3. กระดูกสันหลัง อุ้งเชิงกราน
ผู้นวดที่ไม่มีความเชี่ยวชาญแนะนำให้หลีกเลี่ยงเพราะถ้านวดไม่ระมัดระวังและนวดรุนแรงเกินไปทำให้กระดูกสันหลังและอุ้งเชิงกรานเคลื่อนหรือหักได้
4. รักแร้
บริเวณนี้มีเส้นเลือดและเส้นประสาทอยู่มากถ้ามีการกดหรือกระชากบริเวณไหล่และรักแร้อาจดึงเส้นประสาทฉีกขาด
5. ท้อง
ภายในช่องท้องมีอวัยวะสำคัญหากนวดด้วยความรุนแรงทำให้จุกและปวดท้อง
คนที่ไม่ควรนวด
– กำลังตั้งครรภ์
– คนที่เป็นโรคกระดูกพรุน
– เป็นโรคที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เช่น เลือดไหลไม่หยุด แค่ถ้ากินยากันการแข็งตัวของเลือดอยู่สามารถนวดเบา ๆ ได้
– ผื่นหรือแผลเปิดที่เชื้อโรคสามารถเข้าได้
– ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
– โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
– บริเวณที่กระดูกหัก เนื่องจากอาจเกิดลิ่มเลือดตามเส้นเลือดได้
– เป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อได้ เช่น โควิด-19 วัณโรค หรืออีสุกอีใส
– ผู้ที่รับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ สามารถนวดได้หลังจากรับประทานอาหาร 30 นาทีขึ้นไป
Cr. งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #นวดแผนไทย #นวดไทยรีดเส้น #นวดคลายกล้ามเนื้อ #นวดรักษา #นวดฝ่าเท้า #นวดคลายเครียด
1. ขมับ
เป็นบริเวณที่กระดูกไม่แข็งแรงและกล้ามเนื้อที่คลุมศีรษะบาง ถ้ากดแรงอาจทำให้บาดเจ็บได้ง่าย เช่น เส้นเลือดแตก
2. คอ
มีจุดชีพจร หากกดผิดจุดอาจทำให้เกิดอันตรายกับเส้นเลือดในสมองถ้านวดหรือกดบริเวณเส้นเลือดแดงใหญ่อาจทำให้สมองขาดเลือด
3. กระดูกสันหลัง อุ้งเชิงกราน
ผู้นวดที่ไม่มีความเชี่ยวชาญแนะนำให้หลีกเลี่ยงเพราะถ้านวดไม่ระมัดระวังและนวดรุนแรงเกินไปทำให้กระดูกสันหลังและอุ้งเชิงกรานเคลื่อนหรือหักได้
4. รักแร้
บริเวณนี้มีเส้นเลือดและเส้นประสาทอยู่มากถ้ามีการกดหรือกระชากบริเวณไหล่และรักแร้อาจดึงเส้นประสาทฉีกขาด
5. ท้อง
ภายในช่องท้องมีอวัยวะสำคัญหากนวดด้วยความรุนแรงทำให้จุกและปวดท้อง
คนที่ไม่ควรนวด
– กำลังตั้งครรภ์
– คนที่เป็นโรคกระดูกพรุน
– เป็นโรคที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เช่น เลือดไหลไม่หยุด แค่ถ้ากินยากันการแข็งตัวของเลือดอยู่สามารถนวดเบา ๆ ได้
– ผื่นหรือแผลเปิดที่เชื้อโรคสามารถเข้าได้
– ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
– โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
– บริเวณที่กระดูกหัก เนื่องจากอาจเกิดลิ่มเลือดตามเส้นเลือดได้
– เป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อได้ เช่น โควิด-19 วัณโรค หรืออีสุกอีใส
– ผู้ที่รับประทานอาหารอิ่มใหม่ ๆ สามารถนวดได้หลังจากรับประทานอาหาร 30 นาทีขึ้นไป
Cr. งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #นวดแผนไทย #นวดไทยรีดเส้น #นวดคลายกล้ามเนื้อ #นวดรักษา #นวดฝ่าเท้า #นวดคลายเครียด
รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, July 18th, 2026 at 3:24pm
ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพิ่มโอกาสการเสียชีวิต และเพิ่มโอกาสเกิดโรคอีกมากมาย ++
ขยับน้อย = ป่วยหนัก 😷
ผลของการขาดกิจกรรมทางกาย ⚠️
.
ทราบไหมคะว่า ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ จะเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตโดยรวม และเพิ่มโอกาสเกิดโรคอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งเต้านม โรคกระดูกพรุน
.
ด้วยเหตุนี้เราจึงขอชวนทุกคนมาขยับกระฉับกระเฉงกันให้มากขึ้นค่ะ สำหรับคนวัยทำงานที่มีเวลาน้อยไม่ใช่เป็นอุปสรรค เพราะการมีกิจกรรมทางกายสามารถทำไปพร้อมกับการทำงานหรือภายในสถานที่ทำงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอวันว่าง เช่น
.
⏰ แบ่งเวลาช่วงเช้าหรือค่ำมาเดินออกกำลังกาย หรือจะใช้เวลาเดินไปกลับจากที่ทำงานแทนรถโดยสารก็ได้ค่ะ โดยรวมแล้วเราควรเดินให้ได้ระยะทาง 2.5-3.5 กิโลเมตร หรือเดินให้ได้นาน 30 นาทีขึ้นไป
.
💪 ยืนแกว่งแขนอยู่กับที่ ก็เบิร์นได้ไม่แพ้การเดินเลยค่ะ แถมยังสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา โดยการบริหารแกว่งแขนแต่ละครั้งควรใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 10 นาทีต่อครั้งและอย่างน้อยรวม 30 นาทีต่อวัน
.
🚶 เสริมการออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างวัน เช่น เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ยืดหดกล้ามเนื้อท้องและหลังในขณะนั่งเก้าอี้หรืออยู่บนรถ ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายในระหว่างพักงาน เดินไปหาน้ำดื่ม เข้าห้องน้ำ หรือเดินไปกินอาหารกลางวัน
.
สุดท้ายนี้เราก็ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ให้คิดเสมอว่า การออกกำลังกายคือความจำเป็นของร่างกาย ไม่ใช่ทางเลือก ไม่ใช่มีเวลาถึงทำ แต่ต้องตั้งใจทำมันนะคะ
Cr. อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ไม่ออกกำลังกาย #ออกกำลังกาย #ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ #ออกกำลังกายที่บ้าน #ออกกำลัง
ขยับน้อย = ป่วยหนัก 😷
ผลของการขาดกิจกรรมทางกาย ⚠️
.
ทราบไหมคะว่า ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ จะเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตโดยรวม และเพิ่มโอกาสเกิดโรคอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งเต้านม โรคกระดูกพรุน
.
ด้วยเหตุนี้เราจึงขอชวนทุกคนมาขยับกระฉับกระเฉงกันให้มากขึ้นค่ะ สำหรับคนวัยทำงานที่มีเวลาน้อยไม่ใช่เป็นอุปสรรค เพราะการมีกิจกรรมทางกายสามารถทำไปพร้อมกับการทำงานหรือภายในสถานที่ทำงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอวันว่าง เช่น
.
⏰ แบ่งเวลาช่วงเช้าหรือค่ำมาเดินออกกำลังกาย หรือจะใช้เวลาเดินไปกลับจากที่ทำงานแทนรถโดยสารก็ได้ค่ะ โดยรวมแล้วเราควรเดินให้ได้ระยะทาง 2.5-3.5 กิโลเมตร หรือเดินให้ได้นาน 30 นาทีขึ้นไป
.
💪 ยืนแกว่งแขนอยู่กับที่ ก็เบิร์นได้ไม่แพ้การเดินเลยค่ะ แถมยังสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา โดยการบริหารแกว่งแขนแต่ละครั้งควรใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 10 นาทีต่อครั้งและอย่างน้อยรวม 30 นาทีต่อวัน
.
🚶 เสริมการออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างวัน เช่น เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ยืดหดกล้ามเนื้อท้องและหลังในขณะนั่งเก้าอี้หรืออยู่บนรถ ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายในระหว่างพักงาน เดินไปหาน้ำดื่ม เข้าห้องน้ำ หรือเดินไปกินอาหารกลางวัน
.
สุดท้ายนี้เราก็ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ให้คิดเสมอว่า การออกกำลังกายคือความจำเป็นของร่างกาย ไม่ใช่ทางเลือก ไม่ใช่มีเวลาถึงทำ แต่ต้องตั้งใจทำมันนะคะ
Cr. อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ไม่ออกกำลังกาย #ออกกำลังกาย #ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ #ออกกำลังกายที่บ้าน #ออกกำลัง







