รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, February 2nd, 2026 at 9:29am
รู้จักอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นอย่างไร?

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีอาการหลากหลาย ตั้งแต่อาการที่ไม่รุนแรงจนแทบไม่รู้สึก ไปจนถึงอาการที่แสดงออกอย่างชัดเจนและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยอาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้

– ใจสั่น อาการใจสั่นเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นเร็วหรือแรงผิดปกติ อาจเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ หรือเป็นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในขณะทำกิจกรรมหนักหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด

– เหนื่อยง่าย เมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ การไหลเวียนเลือดอาจลดลง ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจึงมักรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ แม้ทำกิจกรรมที่ไม่หนักมาก

– วิงเวียนศีรษะ หรือรู้สึกหน้ามืด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ส่งผลให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะ หรือในบางกรณีอาจเกิดอาการหน้ามืดและเสี่ยงต่อการหมดสติ

– แน่นหน้าอก หรือเจ็บหน้าอก อาการแน่นหรือเจ็บหน้าอกอาจเกิดขึ้นในกรณีที่หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง ซึ่งทำให้การสูบฉีดเลือดไม่เพียงพอที่จะส่งไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ

– หายใจลำบาก การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติอาจทำให้การไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนไปยังปอดลดลง ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกหายใจไม่อิ่ม หายใจถี่ หรือหายใจลำบาก

– หมดสติ ในบางกรณีที่รุนแรง เช่น หัวใจหยุดเต้นชั่วคราว หรือหัวใจเต้นเร็วมากจนไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการหมดสติ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที

– ไม่มีอาการแสดง ในผู้ป่วยบางราย ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจไม่แสดงอาการชัดเจน แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพหรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)

วิธีป้องกันโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะทำได้อย่างไร

การป้องกันโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว แม้ว่าบางคนอาจมีปัจจัยเสี่ยงจากพันธุกรรมหรือโรคประจำตัว แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

– รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ เลือกรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสุขภาพหัวใจ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และอาหารที่มีไขมันดี เช่น ปลาแซลมอน อะโวคาโด และน้ำมันมะกอก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัวสูง หรือโซเดียมในปริมาณมาก ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ควรออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน แต่อย่าหักโหมเกินไป เพราะอาจทำให้หัวใจทำงานหนักจนเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

– หลีกเลี่ยงสารกระตุ้น ลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลังในปริมาณมาก หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ เพราะสารเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ

– จัดการความเครียด ความเครียดสะสมสามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ควรหาวิธีผ่อนคลาย เช่น การฝึกสมาธิ โยคะ หรือการใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวและเพื่อน

– นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพวันละ 7-8 ชั่วโมงช่วยลดโอกาสที่หัวใจจะทำงานผิดปกติในระหว่างวัน การอดนอนหรือนอนหลับไม่เพียงพออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

– ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ช่วยให้สามารถตรวจพบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

– ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคไทรอยด์ ควรรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ และรับประทานยาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

หัวใจเต้นผิดจังหวะอาจดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก การรู้จักประเภท สาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันจะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพหัวใจได้ดีขึ้น และหากสงสัยว่ามีภาวะนี้ ควรปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อการรักษาอย่างเหมาะสม

Cr. งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #หัวใจเต้นผิดจังหวะ
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSunday, February 1st, 2026 at 5:02pm
5 อาหารช่วยลดน้ำตาลในเลือด ++

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด หากใครตรวจสุขภาพแล้วพบว่าน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป แพทย์อาจแนะนำให้ปรับพฤติกรรมในการกินอาหาร ซึ่งสามารถปรับได้ง่ายๆ ไม่อยากจนเกินไป สามารถเริ่มต้นทำได้ด้วยตัวเอง เพียงเลือกกินอาหารให้ถูกวิธี

1. ผัก

ผักเป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตน้อย มีวิตามิน แร่ธาตุและใยอาหารมาก ทำให้อิ่มทน และใยอาหารยังช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้เล็ก และลดการดูดซึมกลับของนำดีเป็นการช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรรับประทานผักให้มากขึ้นทุกมื้อ จะเป็นผักสด หรือผักต้มก็ได้

2. ปลาแซลมอน
ปลาแซลมอนมีโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินดี และไนอาซิน สูงมาก โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามิน ดี นั้น จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดการอักเสบอีกด้วย

3. อัลมอนด์
นอกจากอัลมอนด์จะให้ความหวานมันอร่อยแล้ว ยังมีโปรตีน แมกนีเซียม ไฟเบอร์ ที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้ทานอัลมอนด์หนึ่งกำมือเล็กๆ

4. ข้าวโอ๊ด
ข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์สูงมาก ช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งข้าวโอ๊ตยังถูกจัดเป็นคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน ที่ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารและเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลอย่างเป็นระเบียบจึงทำให้รักษาระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป

5. มะระขี้นก
มะระขี้นก มีสาร Charantin ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเบาหวาน นอกจากลดน้ำตาลในกระแสเลือดแล้ว เจ้าสาร Charantin ยังช่วยไปกระตุ้นการหลั่งอินซูอินจากตับอ่อนให้มากขึ้น เพื่อมาจัดการกับน้ำตาลที่สูงในกระแสเลือดอีกด้วย

Cr. สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #เบาหวาน #น้ําตาลสูง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, January 30th, 2026 at 6:35am
น้ำเต้าหู้กินบ่อยๆ มีส่วนทำให้เกิดมะเร็ง จริงไหม?

### บทนำ
น้ำเต้าหู้เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในประเทศไทย หลายคนเชื่อว่าน้ำเต้าหู้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ก็มีข่าวลือว่าการดื่มน้ำเต้าหู้บ่อยๆ อาจทำให้เกิดมะเร็ง บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อตอบคำถามว่าข่าวลือนี้เป็นความจริงหรือไม่

### น้ำเต้าหู้คืออะไร?
น้ำเต้าหู้ทำจากถั่วเหลือง โดยการนำถั่วเหลืองมาแช่น้ำ บด และต้มจนได้น้ำนม จากนั้นจึงนำน้ำนมถั่วเหลืองมาเคี่ยวกับน้ำตาลและเกลือจนได้น้ำเต้าหู้

### ประโยชน์ของน้ำเต้าหู้
น้ำเต้าหู้มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น
* มีโปรตีนสูง
* มีไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ
* มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม เหล็ก และวิตามินบี
* มีสารต้านอนุมูลอิสระ
* ช่วยลดคอเลสเตอรอล
* ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

### ข่าวลือเกี่ยวกับน้ำเต้าหู้และมะเร็ง
มีข่าวลือว่าการดื่มน้ำเต้าหู้บ่อยๆ อาจทำให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งรังไข่

### ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
งานวิจัยส่วนใหญ่ **ไม่พบ** ความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มน้ำเต้าหู้กับการเกิดมะเร็ง
* งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดศึกษาผู้หญิงเอเชียกว่า 2 แสนคน พบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ **ไม่เพิ่ม** ความเสี่ยงมะเร็งเต้านม
* งานวิจัยจากประเทศจีนศึกษาผู้ชายและผู้หญิงกว่า 6 แสนคน พบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ **ไม่เพิ่ม** ความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก
* งานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นศึกษาผู้หญิงกว่า 4 หมื่นคน พบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ **ไม่เพิ่ม** ความเสี่ยงมะเร็งรังไข่

### สรุป
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ **ไม่สนับสนุน** ข่าวลือที่ว่าการดื่มน้ำเต้าหู้บ่อยๆ จะทำให้เกิดมะเร็ง

### ข้อควรระวัง
* ควรเลือกดื่มน้ำเต้าหู้จากร้านที่สะอาด ทำสดใหม่ หรือหาเป็นแบบกล่องต่องมีเครื่องกมาย อย.และควรดูวันหมดอายุ
* ควรหลีกเลี่ยงน้ำเต้าหู้ที่มีน้ำตาลสูง
* ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่มน้ำเต้าหู้

### บทสรุป
น้ำเต้าหู้เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การดื่มน้ำเต้าหู้บ่อยๆ จะไม่ทำให้เกิดมะเร็งอย่างแน่นอน

Cr. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #น้ำเต้าหู #น้ําเต้าหู้ทรงเครื่อง #น้ําเต้าหู้อร่อยๆ #น้ำเต้าหู้
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าWednesday, January 28th, 2026 at 9:24am
รวมอาการและการดูแลเบื้องต้น เมื่อเจอฝุ่น ++

แสบตา
แสบตาอาจเกิดจากสิ่งแปลกปลอมหรือมลพิษเข้าไปในตา อาจจะมีอาการน้ำตาไหลร่วมด้วย

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังมีการแสบตามาก ควรไปพบแพทย์
• ถ้าการมองเห็นแย่ลง เช่น ตาพร่ามัว ควรไปพบแพทย์

คันตา
คันตา อาจเกิดจากการแพ้สารอะไรบางอย่าง และอาจจะมีอาการอย่างอื่นตามมา เช่น ตาอักเสบ ตาแดง

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้
• หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่สงสัยว่าแพ้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังมีการคันตามาก ควรไปพบแพทย์
• ถ้าการมองเห็นแย่ลง เช่น ตาพร่ามัว ควรไปพบแพทย์

น้ำตาไหล
น้ำตาไหล มักจะเกิดหลังจากการที่มีการระคายเคืองที่ดวงตา หรืออยู่ในสภาวะที่มีอากาศแห้ง ลมแรง หรืออาจจะเกิดจากการติดเชื้อบริเวณดวงตาก็ได้

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังมีอาการน้ำตาไหลมาก ควรไปพบแพทย์
• ถ้าการมองเห็นแย่ลง เช่น ตาพร่ามัว ควรไปพบแพทย์

คัดจมูก
อาการคัดจมูก หรือรู้สึกหายใจไม่สะดวกคล้ายมีสิ่งอุดตันในจมูก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ โรคริดสีดวงจมูก เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ หรือสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• แนะนำล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
• ยาพ่นจมูก สามารถช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกได้ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อนานเกิน 5-7 วัน

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าคัดจมูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการคัดจมูก
• ถ้ามีอาการคัดจมูก ร่วมกับมีไข้ หรือร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น ปวดบริเวณไซนัส ควรไปพบแพทย์

มีน้ำมูก
มีน้ำมูก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ โรคไข้หวัด โรคไซนัสอักเสบ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ หรือสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• หลีกเลี่ยงอากาศเย็น

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีน้ำมูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการมีน้ำมูก
• ถ้ามีน้ำมูก ร่วมกับมีไข้ หรือร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น ปวดบริเวณไซนัส ควรไปพบแพทย์

แสบจมูก
อาการแสบจมูก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองเนื้อเยื่อจมูก เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เนื้อเยื่อจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าแสบจมูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการแสบจมูก
• ถ้ามีอาการแสบจมูก ร่วมกับมีไข้ หรือร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น ปวดบริเวณไซนัส ควรไปพบแพทย์

แสบคอ
อาการแสบคอ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าแสบคอติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการแสบคอ
• ถ้ามีอาการแสบคอ ร่วมกับมีไข้ หรือร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น คอแดง ต่อมทอนซิลโต ควรไปพบแพทย์

ไอแห้งๆ
อาการไอแห้ง ๆ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ภูมิแพ้ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ดื่มน้ำมาก ๆ
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
• พักผ่อนให้เพียงพอ

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการไอติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการไอ
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย ไอเป็นเลือด ควรไปพบแพทย์

คันตามร่างกาย
อาการคันตามร่างกาย มักจะมีร่วมกับผื่น สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ภูมิแพ้ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• หลีกเลี่ยงการเกา เพราะอาจจะทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนังแทรกซ้อนได้
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง หรือก่อให้เกิดการแพ้
• ถ้าไปสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ให้ล้างออก หรืออาบน้ำ
• ในผู้ป่วยที่มีอาการคันจากผิวแห้ง แนะนำให้ใช้โลชันทาผิว เพื่อให้ความชุ่มชื้น

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย หน้าบวม ปากบวม ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการคันติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการคัน

มีผื่น
มีผื่น สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ภูมิแพ้ เป็นต้น ถ้าเป็นผื่นจากมลพิษมักจะเป็นบริเวณที่ไม่มีเสื้อผ้าปิด

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ถ้าเป็นผื่นที่มีอาการคันร่วมด้วย แนะนำหลีกเลี่ยงการเกา เพราะอาจจะทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนังแทรกซ้อนได้
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง หรือก่อให้เกิดการแพ้
• ถ้าไปสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ให้ล้างออก หรืออาบน้ำ

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย หน้าบวม ปากบวม ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการผื่นติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของผื่น

ตาแดง
ตาแดง อาจจะมีอาการอื่น ๆ เช่น คันตา ระคายเคืองตา ร่วมด้วย ตาแดงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการสัมผัสกับมลพิษ, จากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ตายังแดงมาก ควรไปพบแพทย์
• ถ้าการมองเห็นแย่ลง เช่น ตาพร่ามัว ควรไปพบแพทย์

มองภาพไม่ชัด
มองภาพไม่ชัดเจน หรือตามัว สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา การติดเชื้อที่ตา ปัญหาสายตาสั้นหรือสายตายาว โรคหลอดเลือดทางสมอง เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• แนะนำล้างตา ถ้ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เพื่อล้างมลพิษออกจากตา
• ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจจะทำให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน และอาการเป็นมากขึ้นได้

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าล้างตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังมีการมองภาพไม่ชัด ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการมองภาพไม่ชัด

เลือดกำเดาไหล
เลือดกำเดาไหล คือภาวะที่มีเลือดออกทางจมูก เกิดจากเส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก ทำให้มีเลือดไหลออกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ อาจไหลจากส่วนหน้า หรือส่วนหลังของจมูก เลือดออกทางส่วนหน้าของจมูกมักพบในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อย เลือดออกจากส่วนหลังของจมูกมักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมักมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูง

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ก้มหน้าลง และให้ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ บีบปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่นเป็นเวลา 5 – 10 นาที โดยให้หายใจทางปากแทน เพื่อกดบริเวณด้านหน้าของผนังกั้นช่องจมูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเลือดออกบ่อยที่สุด อาจใช้น้ำแข็ง หรือผ้าเย็นประคบบริเวณจมูกด้านนอก ถ้ามีเลือดไหลลงคอ ให้บ้วนใส่ภาชนะเพื่อประเมินจำนวนเลือด และป้องกันการอาเจียน จากการกลืนเลือดเข้าไปมาก

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีเลือดไหลไม่หยุด ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุและหยุดเลือด
• ถ้ามีเลือดออกปริมาณมาก มีอาการหน้ามืด เป็นลมร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์

เสียงแหบ
เสียงแหบ คือ ภาวะที่เสียงผิดปกติไปจากเดิม ภาวะเสียงเปลี่ยนนี้ มักเกิดจากความผิดปกติที่สายเสียง ซึ่งมีอยู่ 2 เส้น ในกล่องเสียง สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อที่กล่องเสียง การใช้เสียงผิดวิธี การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองแก่กล่องเสียง การสูบบุหรี่ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• พักการใช้เสียง
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• หลีกเลี่ยงควันบุหรี่

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าเสียงแหบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน 1 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของเสียงแหบ
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไอเป็นเลือด กลืนลำบาก ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของเสียงแหบ

ไอมีเสมหะ
อาการไอมีเสมหะ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง ภูมิแพ้ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ดื่มน้ำมาก ๆ
• หลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
• หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
• หลีกเลี่ยงการทานยาแก้ไอ ประเภทกดอาการไอ เพราะจะทำให้เสมหะเหนียวติดอยู่ในคอ
• แนะนำทานยาแก้ไอ ประเภทยาขับเสมหะ
• พักผ่อนให้เพียงพอ

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการไอติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการไอ
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย ไอเป็นเลือด ควรไปพบแพทย์

เท้าบวม
เท้าบวม สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เป็นอาการของโรคหัวใจ โรคตับหรือโรคไต จากการติดเชื้อ ลิ่มเลือดอุดตันบริเวณขา เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ยกขาให้สูงขณะนอนหงาย
• ลดการรับประทานเกลือ และหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม
• สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการบวมผิดปกติเป็นระยะเวลานานหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของเท้าบวม
• ถ้ามีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ควรไปพบแพทย์

หัวใจเต้นเร็ว
เมื่อหัวใจมีอัตราการเต้นมากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีขึ้นไปจะถือว่าหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ในผู้ป่วยบางคนจะรู้สึกใจสั่น อาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ การติดเชื้อ มีไข้ ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ การรับประทานยาบางชนิด การบริโภคเครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ให้นั่งพัก หรือนอนพัก
• หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการหัวใจเต้นเร็วมาก นั่งพักแล้วไม่หาย ควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการหัวใจเต้นเร็วร่วมกับอาการแน่นหน้าอก หรือวูบ หน้ามืด ควรรีบไปพบแพทย์

แน่นหน้าอก
แน่นหน้าอก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในผู้สูงอายุอาจจะเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะถ้ามีเส้นเลือดหัวใจตีบอยู่เก่าหรือเคยมีอาการเจ็บหน้าอกอยู่แล้ว ในคนอายุน้อย ที่มีอาการแน่นหน้าอก อาจเกิดจากหลอดลมหดเกร็ง จากการเป็นหอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ มักจะมีอาการไอร่วมด้วย เวลาหายใจมักจะมีเสียงหวีด

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ให้นั่งพัก หรือนอนศีรษะสูง
• ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ถ้ามียาบรรเทาอาการเจ็บแน่นหน้าอก ให้อมยาใต้ลิ้น ถ้ายังไม่หายแน่นหน้าอกให้อมยาใต้ลิ้นได้ทุก 5 นาที จำนวนไม่เกิน 3 ครั้ง
• ในผู้ป่วยโรคหอบหืด ถ้ามียาพ่นขยายหลอดลม ให้สูดยาขยายหลอดลม

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มากดทับ อาจจะเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจเดิม ทานยาอมใต้ลิ้น 3 ครั้งแล้วยังไม่หายแน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหอบหืด สูดพ่นยาขยายหลอดลมแล้วยังไม่หายแน่นหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการแน่นหน้าอกมาก นั่งพักแล้วไม่หาย ควรไปพบแพทย์

หายใจลำบาก
อาการหายใจลำบาก หรือหายใจไม่อิ่ม อาจจะรู้สึกต้องออกแรงในการหายใจมากขึ้น รู้สึกหายใจไม่ออก หรือรู้สึกแน่นหน้าอก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติทางระบบหัวใจ ความผิดปกติระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ให้นั่งพัก หรือนอนศีรษะสูง
• ในผู้ป่วยโรคหอบหืด ถ้ามียาพ่นขยายหลอดลม ให้สูดยาขยายหลอดลม

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการหายใจลำบากขณะนอนราบ อาจจะเกิดจากโรคหัวใจ ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหอบหืด สูดพ่นยาขยายหลอดลมแล้วยังอาการหายใจลำบากยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการหายใจลำบากมาก นั่งพักหรือนอนศีรษะสูงแล้วไม่หาย ควรไปพบแพทย์

หายใจมีเสียงหวีด
หายใจมีเสียงหวีด มักเกิดจากมีการตีบหรือมีการอุดตันของทางเดินหายใจ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ความผิดปกติของสายเสียง เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ในผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ถ้ามียาพ่นขยายหลอดลม ให้สูดยาขยายหลอดลม
• หลีกเลี่ยงควันบุหรี่

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง สูดพ่นยาขยายหลอดลมแล้วยังอาการหายใจมีเสียงหวีดยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าหายใจมีเสียงหวีด ร่วมกับอาการบางอย่างที่สงสัยติดเชื้อ เช่น มีไข้ มีเสมหะมาก ควรไปพบแพทย์

เหนื่อยง่าย
เหนื่อยง่าย คือ มีอาการหอบ เหนื่อย หายใจเร็ว โดยมากมักเป็นเวลาออกแรง อาจจะมีอาการหายใจลำบากร่วมด้วย สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติทางระบบหัวใจ ความผิดปกติระบบทางเดินหายใจ โลหิตจาง ไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น

การดูแลเบื้องต้น
• แนะนำออกจากบริเวณที่มีมลพิษ หรือหลบเข้าอาคาร
• ให้นั่งพัก หรือนอนศีรษะสูง
• ในผู้ป่วยโรคหอบหืด ถ้ามียาพ่นขยายหลอดลม ให้สูดยาขยายหลอดลม

เมื่อไรจึงควรไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการเหนื่อยง่าย ร่วมกับอาการหายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม วูบ หมดสติ ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคหอบหืด สูดพ่นยาขยายหลอดลมแล้วยังอาการเหนื่อยยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์
• ถ้ามีอาการเหนื่อยมาก นั่งพักหรือนอนศีรษะสูงแล้วไม่หาย ควรไปพบแพทย์

Cr. กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #ฝุ่นpm25 #ฝุ่นพิษ #ฝุ่นPM #ฝุ่น #ฝุ่นละออง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, January 26th, 2026 at 9:47am
ผลเสียของการกินปาท่องโก๋ประจำทุกเช้า++

1. ปัญหาจากน้ำมันทอดซ้ำ
– **การเกิดสารอันตราย**: น้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำหลายรอบเกิดสารอันตรายเช่น อะครอลีน (acrolein) และอะคริลาไมด์ (acrylamide) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็ง
– **ไขมันทรานส์**: เมื่อน้ำมันถูกความร้อนสูงซ้ำๆ จะเกิดไขมันทรานส์ ซึ่งเพิ่มระดับ LDL (คอเลสเตอรอลไม่ดี) และลดระดับ HDL (คอเลสเตอรอลดี)
– **อนุมูลอิสระ**: น้ำมันทอดซ้ำมีอนุมูลอิสระสูง ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
– **ไขมันออกซิไดซ์**: น้ำมันที่ถูกความร้อนสูงนานๆ จะเกิดการออกซิไดซ์ สร้างสารที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ร่างกาย

2. ส่วนประกอบในแป้งปาท่องโก๋
– **โซเดียมสูง**: ผงฟูและเกลือในปาท่องโก๋มีโซเดียมสูง การบริโภคโซเดียมมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง
– **สารเคมีในผงฟู**: ผงฟูบางชนิดมีส่วนผสมของอลูมิเนียม ซึ่งมีงานวิจัยบางส่วนระบุว่าการสะสมของอลูมิเนียมอาจเชื่อมโยงกับความเสื่อมของระบบประสาท
– **แป้งขัดขาว**: แป้งขัดขาวในปาท่องโก๋มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว

3. ผลกระทบต่อระบบเมตาบอลิซึม
– **น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง**: ปาท่องโก๋เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว
– **การหลั่งอินซูลิน**: การรับประทานปาท่องโก๋ทุกเช้ากระตุ้นการหลั่งอินซูลินสูง เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำอาจนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน
– **การสะสมไขมัน**: คาร์โบไฮเดรตและไขมันที่มากเกินไปในปาท่องโก๋ เมื่อรับประทานเป็นประจำจะส่งเสริมการสะสมไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง

4. ผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
– **ความดันโลหิตสูง**: โซเดียมสูงในปาท่องโก๋มีผลให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น เพิ่มความดันโลหิต
– **โรคหลอดเลือดหัวใจ**: ไขมันทรานส์และคอเลสเตอรอลที่เพิ่มขึ้นจากการรับประทานอาหารทอดน้ำมันเป็นประจำ เพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันในหลอดเลือด
– **ภาวะหัวใจล้มเหลว**: การบริโภคโซเดียมสูงเรื้อรังร่วมกับไขมันไม่ดี เพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ

5. ผลกระทบต่อตับและไต
– **ตับทำงานหนัก**: สารพิษจากน้ำมันทอดซ้ำต้องผ่านการกำจัดโดยตับ ทำให้ตับทำงานหนักเกินไป
– **ไขมันพอกตับ**: คาร์โบไฮเดรตสูงและไขมันไม่ดีในปาท่องโก๋ส่งผลให้เกิดไขมันพอกตับได้
– **ไตทำงานหนัก**: การบริโภคโซเดียมสูงเป็นประจำเพิ่มภาระให้ไตในการกรองโซเดียมส่วนเกิน

6. ผลกระทบต่อน้ำหนักและสุขภาพโดยรวม
– **แคลอรี่สูง**: ปาท่องโก๋หนึ่งชิ้นมีแคลอรี่ประมาณ 150-200 แคลอรี่ การรับประทานหลายชิ้นทุกวันเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน
– **อิ่มไม่นาน**: ปาท่องโก๋มีโปรตีนและใยอาหารต่ำ ทำให้รู้สึกหิวเร็ว อาจนำไปสู่การรับประทานอาหารมากเกินไปในมื้อถัดไป
– **ขาดสารอาหาร**: การใช้ปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้าประจำทดแทนอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า ทำให้ขาดสารอาหารสำคัญ

7. ทางเลือกที่ดีกว่า
– รับประทานปาท่องโก๋เป็นครั้งคราว นานทีปีหน
– เลือกทานกับเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล
– พิจารณาอาหารเช้าทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า

Cr. หมอโอ๊ค DoctorSixpack

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #ปาท่องโก๋
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, January 23rd, 2026 at 8:05am
อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม จากน้ำมันทอดซ้ำ ++

เชื่อว่าอาหารทอดเป็นเมนูโปรดของหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็น ไก่ทอด หมูทอด ลูกชิ้นทอด ทอดมัน กล้วยทอด และปาท่องโก๋ แต่รู้หรือไม่ว่าอาหารที่ผ่านการทอดจากน้ำมันใช้ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ส่งผลรุนแรงต่อร่างกายจากสารอันตรายที่เกิดขึ้น

น้ำมันทอดซ้ำ หรือน้ำมันที่เสื่อมคุณภาพ จะมีลักษณะเหนียวข้น สีดำ มีกลิ่นเหม็นหืน มีฟอง และเกิดควันมากขณะทอด เกิดจากการทอดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง เมื่อน้ำมันถูกทอดซ้ำมาก ๆ ที่ความร้อนสูงเป็นระยะเวลานาน ทำให้เร่งการเสื่อมสภาพของน้ำมัน ซึ่งการเสื่อมคุณภาพของน้ำมันทอดอาหารทำให้เกิดสารประกอบโพลาร์ (Polar compounds) หรือสารโพลาร์ และสารประกอบโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon; PAHs) ซึ่งในการทอดอาหารซ้ำแต่ละครั้ง สารโพลาร์จะมีประมาณร้อยละ 25 หากมีการใช้น้ำมันนี้ทอดซ้ำอีกครั้งต่อไปสารโพลาร์ก็จะยิ่งมีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เกินกว่าร้อยละ 25 หมายความว่าน้ำมันจะยิ่งเสื่อมสภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งกฎหมายได้กำหนดให้น้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร หรือประกอบอาหารเพื่อจำหน่าย มีปริมาณสารโพลาร์ได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของน้ำหนัก

อันตราย..จากน้ำมันทอดซ้ำ

– สารโพลาร์ เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

– สารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็ง

– ผู้ประกอบอาหารทอดที่สูดดมไอระเหยของน้ำมันทอดอาหารเป็นเวลานานมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด

ข้อแนะนำในการใช้น้ำมันทอดอาหาร

– หลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันที่ผ่านการใช้แล้ว ซึ่งมักนำมาบรรจุถุงพลาสติกวางจำหน่าย

– เลือกซื้อน้ำมันที่มีภาชนะบรรจุที่มีฉลากชัดเจน และมีเลขสารบบอาหาร ต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอม เช่น ผงสีดำ หรือตะกอนขุ่นขาว รวมทั้งภาชนะบรรจุต้องอยู่ในสภาพปิดผนึก ไม่มีรอยฉีกขาด

– ไม่ใช้น้ำมันที่มีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวข้น สีดำ มีฟองมาก เป็นควันง่าย และมีกลิ่นเหม็นไหม้

– ควรซับน้ำบริเวณผิวหน้าอาหารดิบก่อนทอด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของน้ำมัน ควรทอด
อาหารครั้งละไม่มากเกินไป และหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนสูงในการทอด

– ควรเปลี่ยนน้ำมันทอดอาหารบ่อยขึ้น หากทอดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีส่วนผสมของเกลือหรือเครื่องปรุงรสผสมอยู่ น้ำมันที่ทอดไม่ควรใช้ทอดซ้ำเกิน 2 ครั้ง

– หมั่นกรองอาหารทิ้งระหว่างและหลังการทอดอาหาร

– การใช้น้ำมันเก่าซ้ำแล้วซ้ำอีก และเติมน้ำมันใหม่ผสมลงไป เป็นการเร่งการเสื่อมสภาพของน้ำมันทำให้เกิดสารโพลาร์สูงขึ้น เป็นอันตราย

Cr. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ความรู้รอบตัว #น้ํามันทอด