รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, June 4th, 2026 at 9:09am
รู้ให้เป็นขยับให้พอ !

😱 สถิติน่าตกใจ! รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นไทย มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอแค่ 20.7% 📉 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ต่ำที่สุด” เมื่อเทียบกับประชากรทุกกลุ่มวัย“ถึงเวลาลุกขึ้นมาเปลี่ยนพฤติกรรม! 🏃‍♂️💨 กรมอนามัยชวนวัยเรียน-วัยรุ่น (อายุ 5-17 ปี) 👦👧 มาอัปเกรดความฟิต สะสมเวลาขยับร่างกายให้ได้วันละ 60 นาที ⏱️ เพื่อสร้างเกราะป้องกันสุขภาพ 🛡️ ด้วย 4 ทริคง่ายๆ ดังนี้ ✨

🔹 1) กิจกรรมแอโรบิก (ทำให้หัวใจเต้นแรง) ควรทำเป็นประจำทุกวัน 💓
เดินเร็ว, วิ่ง 🏃‍♀️, ปั่นจักรยาน 🚴‍♂️, กระโดดเชือก, เต้นแอโรบิก เต้นตามคลิป 💃, เล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล ⚽ บาสเกตบอล 🏀 แบดมินตัน 🏸
👉 ช่วยเสริมความแข็งแรงของหัวใจ ปอด และระบบไหลเวียนโลหิต 🫀🫁

🔹 2) กิจกรรมเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ควรทำอย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ 🏋️‍♀️🦴 วิดพื้น ซิทอัพ สควอช โหนบาร์ ปีนป่าย เล่นเครื่องเล่นสนาม 🧗‍♂️
👉 ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เคลื่อนไหวคล่องตัว 💪

🔹 3) กิจกรรมเพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและข้อต่อ ควรทำเป็นประจำทุกวัน 🧘‍♂️
การบริหาร ยืดเหยีดกล้ามเนื้อ โยคะ 🧘‍♀️
👉 ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย 🤸‍♀️

🔹 4) กิจกรรมในชีวิตประจำวัน (ขยับให้มากขึ้น)🚶‍♂️เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ 🪜, ช่วยงานบ้าน 🧹, เดินเล่นกับเพื่อน 👫, ลุกขยับตัวระหว่างเรียนหรืออ่านหนังสือ 📚
👉 สะสมการเคลื่อนไหวได้ แม้ไม่ใช่ออกกำลังกายจริงจัง เพราะ “ทุกการขยับนับหมด” 💯

⏱️ แนวทางสำคัญ 🎯
เน้น ความสนุก 😆 ความสม่ำเสมอ 🔁 และความปลอดภัย 🛡️

Cr. กองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ออกกำลังกาย #ออกกำลังกายที่บ้าน #วัยรุ่น #วัยเด็ก #กิจกรรม
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าTuesday, June 2nd, 2026 at 9:18am
หวีผม เพื่อสุขภาพ?

จุดมุ่งหมายในการหวีผม มักมุ่งเน้นเพื่อให้เส้นผมมีระเบียบเรียบร้อย ไม่เกะกะรุงรัง ทำให้ดูสวยงามเป็นสำคัญ ภูมิปัญญาโบราณของแพทย์จีนให้ความสำคัญเกี่ยวกับหนังศีรษะ ซึ่งเป็นเสมือนแหล่งให้อาหารกับเส้นผม การฝังเข็ม การนวด การฝึกพลังชี่กง ในการดูแลสุขภาพและรักษาโรค จะมีจุดฝังเข็มบนหนังศีรษะเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

การหวีผมด้วยหวีที่ทำด้วยไม้ ได้ถูกพัฒนาเป็นวิธีการดูแลสุขภาพอย่างง่ายวิธีหนึ่ง กล่าวกันว่า สมัยราชวงศ์ซ่ง นักวรรณคดีชื่อ ซูตงพอ หลังตื่นนอนจะต้องหวีผม ๒๐๐-๓๐๐ ครั้ง เพื่อเป็นการกระตุ้นสมอง เพิ่มความมีชีวิตชีวา ทำให้อายุยืนยาว สมัยราชวงศ์ชิง หวู่ซ่างเซียน ได้บันทึกไว้ในหนังสือหลี่หลุนเผียนเหวิน “การหวีผมเป็นการกระจายลม ขจัดไฟออกจากร่างกาย

ความหมายและหลักการ “หวีผมเพื่อสุขภาพ”

อุปกรณ์ หวีผมเพื่อสุขภาพจะต้องใช้หวีที่ทำด้วยไม้เท่านั้น (สมัยโบราณนิยมไม้ของต้นท้อ) ห้ามใช้หวีพลาสติก หรือหวีที่ทำด้วยโลหะ

เวลาที่หวี
– หลังตื่นนอนตอนเช้า
– หลังตอนพักเที่ยง
– ก่อนนอนกลางคืน

วีธีการ
– หวีจากบริเวณหน้าผากผ่านกึ่งกลางศีรษะมาที่ท้ายทอย
– เริ่มต้นใหม่ ให้หวี ๒๐-๓๐ ครั้งต่อนาที ช้าๆ แล้วค่อยเพิ่มความถี่ เร็วขึ้นกำลังที่ใช้ปานกลางพอเหมาะ ไม่ขูดรุนแรงจนผิวหนังถลอก

หวีเพื่อการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพวันละ ๑ ครั้ง ครั้งละ ๓-๕ นาที

หวีเพื่อการรักษาโรค วันละ ๒-๓ ครั้ง ครั้งละ ๕-๑๐ นาที เทคนิคแรงกว่าปกติเล็กน้อย

ถ้าไม่มีหวีใช้นิ้วแทนหวี
ความสำคัญ : ส่วนศีรษะอุดมสมบูรณ์ด้วยเลือดเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงมีมากมาย มีจุดฝังเข็มจำนวนมาก เป็นที่บรรจบกันของเส้นลมปราณหยางจำนวนมาก มีความสัมพันธ์กับการไหลเวียนเลือดดในสมองไม่ว่าจะเป็นสมองส่วนเปลือก สมองส่วนกลาง สมองเล็ก ต่อมใต้สมอง เป็นต้น ซึ่งควบคุมส่วนต่างๆ ของร่างกาย
การกระตุ้นผิวหนังศีรษะโดยการหวีผม ก็เหมือนการนวดหรือการฝังเข็มจะทำให้ประสาทส่วนปลาย หรือจุดฝังเข็มถูกกระตุ้น ทำให้สมองได้รับการกระตุ้น เส้นลมปราณหยางต่างๆ ก็ถูกกระตุ้น ทำให้มีการปรับสมดุลการไหลเวียนบริเวณผิวหนังกล้ามเนื้อและภายในสมอง มีการผ่อนคลายของระบบประสาทที่ศีรษะและทั่วร่างกาย ลดความตึงเครียด

ข้อควรระวังในการหวีเพื่อสุขภาพ

๑. การรักษาหรือเสริมสร้างสุขภาพโดยการหวีผม เป็นวิธีที่ได้ผลช้า ค่อยเป็นค่อยไป ไม่เห็นผลทันที ผู้ที่ใช้วิธีการนี้ ไม่ควรใจร้อน ต้องมีความอดทน

๒. หวีที่ใช้ต้องเป็นหวีไม้ ไม่ใช่หวีที่ทำด้วยพลาสติก หรือโลหะ

๓. เทคนิคเริ่มต้นต้องเบาก่อน และค่อยๆเพิ่มความแรงพอเหมาะ ป้องกันการทำให้ผิวหนังถลอก

๔. ควรใช้วิธีกับโรคที่เกี่ยวข้องกับส่วนศีรษะเป็นหลัก (โรคที่เกี่ยวกับความเครียด การไหลเวียนเลือดไปสมองไม่ดี) ถ้ามีแผลหรือการอักเสบบริเวณศีรษะ ให้หยุดการรักษาด้วยวิธีนี้ก่อน จนกว่าแผลหรือการอักเสบหายเรียบร้อยแล้ว

๕. การรักษาโรคด้วยวิธีนี้ ควรควบคู่กับการรักษาโดยแพทย์ ซึ่งอาจร่วมกับการรักษาด้วยยาเคมี ยาสมุนไพร การนวด การฝังเข็ม การจี้จุด เป็นต้น เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้นและสอดคล้องกับสาเหตุของโรค

สรุป
การหวีผมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวัน การรักษาหรือดูแลสุขภาพด้วยการหวีผมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปปฏิบัติได้ง่าย การยึดกุมวิธีการหวีผมเพื่อสุขภาพที่ถูกต้อง เป็นวิธีที่สามารถพึ่งตนเอง การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จะมีส่วนช่วยเสริมการไหลเวียนเลือดบริเวณศีรษะ ลดความเครียดทำให้จิตใจเบิกบาน ป้องกันและรักษาอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานสมองที่ต้องใช้ความคิดมาก เหมาะสำหรับวิธีนี้มาก ทำให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น ลดภาวะความหงุดหงิดทางอารมณ์ได้ดีครับ

Cr. มูลนิธิหมอชาวบ้าน

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ผมตรงสวย #หวีผม #หวีผมตรง #ผมบาง #ผมหยิก #ผมสั้น #ผมสวย
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, June 1st, 2026 at 3:02pm
ก่อนฝนตกทำไมอากาศจึงร้อนอบอ้าว?

“ก่อนที่ฝนจะตกทำไมอากาศมันช่างร้อนอบอ้าวยิ่งนัก” บางครั้งร้อนยิ่งกว่าในฤดูร้อนเสียอีก แถมยังรู้สึกเหนียวหรือไม่สบายตัวอีกต่างหาก

วันนี้เราจะพาท่านไปหาคำตอบในเรื่องนี้กัน อากาศร้อนอบอ้าวก่อนฝนตกเกิดขึ้นจากสองปัจจัย

– ปัจจัยแรก คือ ความชื้นในอากาศที่สูง

– ปัจจัยที่สองคือ เกิดจากการสะสมของความร้อน

เนื่องจากก่อนที่เมฆจะกลั่นตัวเป็นเม็ดฝนจะต้องเปลี่ยนสถานะจากแก๊สเป็นของเหลวโดยมีการคายความร้อนออกมา และเมื่อความร้อนดังกล่าวแผ่มาถึงพื้นดินก็จะถูกมวลอากาศร้อนเบื้องล่างที่ลอยยกตัวขึ้น ดันความร้อนกลับขึ้นไปปะทะกับเมฆด้านบน อีกทั้งเมฆด้านบนก็ยังคงคายความร้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง

จึงทำให้เกิดความร้อนสะสมอยู่ระหว่างเมฆกับพื้นดิน อากาศในบริเวณดังกล่าวจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ อีกทั้งความชื้นที่มีอยู่สูงในอากาศมีผลป้องกันการระเหยให้ลดต่ำลง ร่างกายเราจึงไม่สามารถระบายความร้อน ผ่านเหงื่อออกทางรูขุมขนได้ จึงทำให้เรายิ่งรู้สึกร้อนอบอ้าวและไม่สบายตัวในช่วงเวลาดังกล่าว

Cr. ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี

#รู้ไว้ใช่ว่า #ก่อนฝนตก #ฝนตก #ฝนตกอีกแล้ว #ร้อนมากมาย #ร้อนมาก #ร้อนอบอ้าว
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSunday, May 31st, 2026 at 6:01pm
กระจกรถเป็นรอยที่ปัดน้ำฝน เป็นคราบ ทำอย่างไรดี?

1. ทำความสะอาดกระจกหน้ารถอยู่เสมอ
ก่อนที่เราจะต้องเสียเงินในการเปลี่ยนยางที่ปัดน้ำฝนรถยนต์ เพราะคิดว่าเสื่อมคุณภาพแล้วนั้น เบื้องต้นควรเช็ด ล้าง กระจกหน้าด้วยน้ำยาทำความสะอาดก่อน เพราะบางทีสาเหตุของการที่กระจกหน้ารถเป็นคราบ เป็นรอยด่างทุกครั้งหลังใช้งานที่ปัดน้ำฝนอาจเป็นเกิดจากฝุ่นผง สิ่งสกปรก หรือสารเคลือบบางอย่างติดอยู่บนกระจกหน้ารถ

2. เปลี่ยนยางที่ปัดน้ำฝน
ตรวจสอบคุณภาพของยางที่ปัดน้ำฝนว่ายังมีคุณภาพดีอยู่หรือไม่ มีความแข็งกระด้างมากเกินไป หรือมีรอยฉีกขาดไหม เพราะหากเรายังฝืนใช้งานต่อก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดคราบ รอยด่าง และรอยอื่น ๆ จากยางปัดน้ำฝนที่กระจกรถยนต์ได้ จึงควรเปลี่ยนใหม่ในทันที ปกติแล้วยางปัดน้ำฝนจะมีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของแต่ละคน

3. ใช้น้ำยาขจัดคราบ
หากคราบที่กระจกยังคงอยู่ลองใช้น้ำยาขจัดคราบที่กระจก น้ำยาลบริ้วรอย หรือน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ ที่มีขายทั่วไป เทลงบนผ้าสะอาดถูวนบริเวณที่มีรอยคราบ รอยด่าง โดยออกแรงกดพอประมาณ รอยคราบก็จะหลุดออกหรือจางลงได้

4. น้ำส้มสายชู หรือยาสีฟันก็ใช้ได้ ประหยัดด้วย
อีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ แถมประหยัดเงิน โดยใช้ผ้าสะอาด หรือสำลี ชุบน้ำส้มสายชูพอหมาด ๆ แล้วเช็ดในบริเวณที่มีคราบ ทำซ้ำ ๆ จนคราบเริ่มจางลง ส่วนยาสีฟันก็เช่นกันบีบลงบนผ้าสะอาดไม่ต้องมาก เช็ดถูวน ๆ บริเวณรอยคราบ แต่วิธีนี้จะได้ผลดีกับรอยคราบ หรือรอยด่างที่ยังไม่ฝังลึกจนเกินไป

5. ขัดลบรอย
วิธีสุดท้ายหากลองทำทุกวิธีในข้ออื่น ๆ แล้วยังไม่เป็นผล “การขัดลบรอยกระจก” อาจเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายสักหน่อยซึ่งควรสอบถามก่อนเข้ารับบริการ ข้อดีของการขัดลบรอยกระจกก็คือสามารถลบรอยคราบ รอยด่าง หรือริ้วรอยต่าง ๆ ได้เกลี้ยงเกลา ช่วยให้กระจกหน้ารถของเราใสเหมือนใหม่

Cr. โตโยต้าธนบุรี สำนักงานใหญ่ ท่าพระ

#รู้ไว้ใช่ว่า #ที่ปัดน้ำฝน #ฝนตก
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, May 30th, 2026 at 12:53pm
ระหว่างและหลัง ออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำยังไง?

เราคงจะรู้สึกกระหายน้ำมากในขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำลังกาย เพราะร่างกายเราขับของเหลวเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกายในรูปแบบของเหงื่อ หลายคนอาจรีบคว้าน้ำมาดื่มทันที หรืออาจจะรอให้ออกกำลังเสร็จค่อยดื่มทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่าเราควรทานน้ำในปริมาณที่พอดีเหมาะในช่วงต่าง ๆ ของการออกกำลังกาย
.
การดื่มน้ำในปริมาณมากเกินไป อาจเป็นการเจือจางโซเดียมในร่างกาย ทำให้เกิดอาการช็อกและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ แต่การดื่มน้ำในปริมาณที่น้อยเกินไป จะลดประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย ร่างกายที่เกิดภาวะขาดน้ำจะนำไปสู่การเป็นตะคริวได้อีกด้วย
.
การดื่มน้ำแต่ละครั้ง ไม่ควรดื่มให้ร่างกายรู้สึกถึงความอิ่ม ควรดื่มอย่างช้า ๆ แค่พอดับกระหาย เพื่อให้ร่างกายมีการปรับสภาพ ปริมาณการดื่มน้ำที่พอเหมาะสำหรับช่วงออกกำลังกาย ได้แก่
ก่อนออกกำลังกาย : 2 – 3 แก้ว
ระหว่างออกกำลังกาย : 0.5 – 1 แก้ว ในทุกๆ 15 – 20 นาที
หลังออกกำลังกาย : 2 – 3 แก้ว
.
ไม่ว่าจะดื่มน้ำมากหรือน้อยเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งนั้น ดังนั้น การออกกำลังกายทุกครั้ง ควรเตรียมน้ำดื่มให้พร้อมสำหรับตนเองอยู่เสมอ หากรู้สึกกระหายก็หยิบมาดื่มได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะร่างกายเป็นตัวสั่งการว่าเราต้องการน้ำเมื่อใด และเท่าไหร่ แค่ดื่มให้พอดี แค่นี้ก็ออกกำลังกายได้สบาย ๆ แล้ว

Cr. มช.ทูเดย์
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ออกกำลังกาย #ดื่มน้ำ #กระหาย #กระหายน้ำ #วิ่ง #fitness
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, May 28th, 2026 at 11:20am
สูตรลับ ลดพุงยื่น จบอาการบวมเบียร์ ฉบับแพทย์แผนจีน !!

มีท่านใดที่ชอบดื่มเบียร์เพื่อผ่อนคลาย แก้เบื่อเหงา หรือเพื่อสังสรรค์ในทุกเทศกาลเป็นประจำกันบ้างมั้ยคะ แต่เมื่อพอดื่มติดต่อกันไปสักระยะ หน้าท้องกลับเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตัวบวมเอา ๆ พุงก็เริ่มยื่น ไม่ว่าจะออกกำลังกายหรือคุมอาหารยังไง พุงก็ยังไม่ยุบ จนเริ่มกลายเป็นปัญหาหนักอก ปัญหานี้แก้ไม่ยาก ซึ่งจะมีวิธีไหนช่วยได้บ้างมาอ่านบทความให้ความรู้โดย พจ.ณัฐธยาน์ เฮงอุดมสวัสดิ์ (พจ.423) แผนกแพทย์แผนจีน โรงพยาบาลนวเวช ได้ตอบคำถามคลายข้อสงสัยต่าง ๆ สำหรับนำไปปฎิบัติใช้กับตนเอง และดูแลคนรอบข้างให้สุขภาพดีขึ้น

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การดื่มเบียร์ทำให้น้ำหนักขึ้นได้มาก เนื่องจากเบียร์เกิดมาจากการหมักมอลท์ อาจจะมีส่วนผสมจาก ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ตามแต่แหล่งที่ผลิต จะเห็นได้ว่าส่วนผสมล้วนแต่เป็นพืชในกลุ่มที่มีแป้งสูงทั้งสิ้น เมื่อได้ผลผลิตเป็นเบียร์ออกมาจึงมีแคลอรี่ที่สูงมาก ซึ่งเทียบเท่าน้ำอัดลมกันเลยทีเดียว และยิ่งดื่มเบียร์ก็ยิ่งกระตุ้นกระเพาะให้หลั่งน้ำย่อย จึงทำให้อยากอาหารมากขึ้น น้ำหนักจึงยิ่งขึ้นไปกันใหญ่

ทางแพทย์จีน มองว่าเบียร์เป็นเครื่องดื่มมีฤทธิ์เย็นสูงมาก เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะทำลายม้าม หรือระบบการย่อยอาหารและระบบการเผาผลาญให้แย่ลง หากยิ่งชอบดื่มเบียร์เป็นประจำ นานวันเข้า จะเกิดการสะสมของธาตุเย็นขึ้นในกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการท้องอืด แน่นท้อง เหนื่อยง่าย รู้สึกตัวหนัก ๆ มึนศีรษะง่ายขึ้นมาได้ และยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้น้ำหนักขึ้นง่าย อ้วนง่าย รู้สึกตัวบวม หน้าบวม และพุงยื่นออกมา

กลุ่มอาการนี้ เกิดจากการมีความเย็นและความชื้นสะสมในร่างกายมาก ดังนั้นวิธีการแก้จึงง่าย ๆ ตรง ๆ เพียงแค่กำจัดความชื้น และบำรุงม้ามให้แข็งแรงมากขึ้น อาการท้องอืด แน่นท้อง รู้สึกหน้าบวม ตัวบวมง่ายก็จะหายไปในพริบตา

ในขั้นต้นหมอแนะนำให้ใช้ น้ำขิง ต้มลูกเดือยกับถั่วแดง จะช่วยแก้อาการเหล่านี้ได้ในเบื้องต้น เนื่องจากน้ำขิง มีฤทธิ์ช่วยอุ่นกระเพาะอาหาร ขับลม ลดอาการท้องอืดได้ดี ส่วนลูกเดือยและถั่วแดง ช่วยขับความชื้น ลดอาการบวมได้ เมื่อรับประทาน 3 อย่างนี้ควบคู่กัน จะช่วยฟื้นฟูระบบการย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญ ลดอาการบวมทั้งใบหน้า หน้าท้อง ลำตัวได้เป็นอย่างดี

แต่หากใครที่มีอาการค่อนข้างมาก แนะนำให้พบแพทย์จีนเพื่อใช้การรักษาอื่น ๆ เช่น การฝังเข็ม ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดความแข็งแรงมากขึ้น ด้วยวิธีการใช้เข็มขนาดเล็กประมาณเส้นผมของเรา ปักไปตามจุดต่าง ๆ บนร่างกาย ร่วมกับการรมยา ซึ่งจะเป็นการรมยาเฉพาะจุด ทำให้เกิดความอุ่นร้อนเข้าสู่ภายใน จะช่วยกระตุ้นให้ระบบการย่อยอาหาร และระบบเผาพลาญพลังงานเดิมที่เคยอ่อนแอ ให้เริ่มฟื้นฟู กลับมาแข็งแรงดังเดิม หรือหากใครที่กลัวและไม่ชอบการฝังเข็ม หมอจะปรับการรักษาโดยใช้การรมยาร่วมกับการรับประทานยาจีนควบคู่ ก็จะช่วยบรรเทาอาการและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ใช้วิธีไหนในการรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับอาการที่เป็น และพื้นฐานร่างกายของแต่ละบุคคลร่วมกับวิจารณญาณของแพทย์แต่ละท่าน

การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังนั้นแนะนำให้ดื่มในปริมาณน้อยร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง เพราะการการออกกำลังกายมีส่วนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและระบบน้ำเหลือง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดอาการบวมน้ำได้เป็นอย่างดี

Cr. โรงพยาบาลนวเวช
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #เบียร์เย็นเย็น #บวมเบียร์ #ดื่มเบียร์ #เบียร์ #เบียร์ช้าง #เบียร์ลีโอ #เบียร์สด #ลดพุง