รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าTuesday, May 12th, 2026 at 8:07am
ประโยชน์ของ คาเฟอีนในกาแฟ ++

เมื่อคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย จะดูดซึมจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว จากนั้นจะเดินทางต่อไปสู่ตับและแตกตัวเป็นสารประกอบที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและอวัยวะอื่น ๆ เช่น ระบบเส้นประสาทและสมอง ตลอดจนไขสันหลัง คาเฟอีนมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายคลึงกับสารแอดีโนซีน (Adenosine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในสมองที่ทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลาย และทำให้ร่างกายรู้สึกง่วงหงาวหาวนอน

โดยคาเฟอีนจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของสารแอดีโนซีน และทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว ช่วยลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มสมาธิได้ นอกจากนี้ คาเฟอีน ยังช่วยเพิ่มระดับอะดรีนาลีน (Adrenalin)ในเลือด และเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง (Neurotransmitter) เช่น สารโดพามีน (Dopamine) และสารนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด กระตุ้นกลไกการคิดรวดเร็ว และสมาธิจดจ่อ และสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกมีความสุข

ปริมาณคาเฟอีนที่แนะนำต่อวัน?
ปริมาณคาเฟอีนที่แนะนำต่อวันอยู่ที่ไม่เกิน 400 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณคาเฟอีนที่อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยปริมาณดังกล่าวเทียบเท่ากับการดื่มกาแฟ 4 แก้ว การดื่มกาแฟ 1 แก้วใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการเข้าสู่กระแสเลือด และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง คาเฟอีนจึงจะออกฤทธิ์เต็มที่และสามารถออกฤทธิ์ได้นาน 3-4 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม หากบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปอาจทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร เสียดท้อง อาหารไม่ย่อย ทำให้ใจสั่น และทำให้นอนไม่หลับได้

ผลข้างเคียงจากการดื่มคาเฟอีนมากเกินไป เป็นอย่างไร?
การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะคาเฟอีนเป็นพิษ (Caffeine intoxication) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบส่วนกลางของร่างกายถูกกระตุ้นมากเกินไป ทำให้ร่างกายและจิตใจแสดงออกซึ่งอาการ เช่น หน้าแดง วิงเวียนศีรษะ ปวดหัว หงุดหงิด ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง กระสับกระส่าย วิตกกังวล ความคิดและการพูดสับสน ปัสสาวะมากผิดปกติ ปวดท้อง ร่างกายขาดน้ำ รวมถึงอาจขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกายได้

ทั้งนี้การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมาก ๆ เป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะเสพติดคาเฟอีน (Caffeinism) อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กอักเสบ หรือ โรคน้ำย่อยไหลย้อนกลับ ความดันโลหิตสูง กระสับกระส่าย วิตกกังวล ใจสั่น กล้ามเนื้อกระตุก และนอนไม่หลับ เป็นต้น

ประโยชน์ของคาเฟอีน

– ช่วยให้อารมณ์และการทำงานของสมองดีขึ้น
คาเฟอีนยับยั้งการทำงานของสารแอดีโนซีน ในขณะเดียวกันก็เพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาท เช่น สารโดพามีน และสารนอร์อิพิเนฟริน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกมีความสุขและความพึงพอใจ ทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว –

– ช่วยในเรื่องกระบวนการการทำงานของสมอง ทำให้มีสมาธิจดจ่อและความจำดีขึ้น และยังช่วยลดความเหนื่อยล้า จากการศึกษาพบว่า คาเฟอีนสามารถลดภาวะซึมเศร้าลงได้ รวมถึงลดความเสี่ยงต่อโรคทางสมอง เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และ โรคหลอดเลือดสมอง

– ช่วยให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานและไขมันดีขึ้น
คาเฟอีนกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดกระบวนการการเผาผลาญพลังงานและไขมัน จากการศึกษาพบว่า การดื่มคาเฟอีน 300 มก. ต่อวัน อาจช่วยให้เผาผลาญแคลอรี่เพิ่มขึ้นถึง 79 กิโลแคลอรี่ และยังพบว่าคาแฟอีนยังช่วยป้องกัน โรคตับ โรคมะเร็งตับ และโรคเบาหวานชนิดที่ 2

– ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย
คาเฟอีนช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานและไขมันที่กักเก็บในร่างกาย และช่วยทำให้เก็บกลูโคสไว้ในกล้ามเนื้อได้นานขึ้น ซึ่งทำให้ชะลอความเหนื่อยล้าจากการออกกำลังกายได้ ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น ที่สำคัญคาเฟอีนยังช่วยกระตุ้นการหลั่งของสารอะดรีนาลีนในร่างกายขณะออกกำลังกาย ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจและหลอดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และทำให้หัวใจแข็งแรง

– ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน
จากการศึกษาพบว่าการดื่มกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน 1 แก้ว อาจช่วยให้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 7% แต่ไม่สามารถรักษาโรคเบาหวานในผู้ที่ป่วยให้หายได้ ทั้งนี้ผู้บริโภคควรระมัดระวังปริมาณน้ำตาล หรือ ไขมัน ที่มักนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มคาเฟอีน เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจตามมา

– ช่วยลดอาการปวดในร่างกาย
คาเฟอีนนิยมถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ เพื่อช่วยลดอาการเจ็บปวดจากหลากหลายสาเหตุ เช่น ปวดศีรษะจากความเครียด หรือไมเกรน นอกจากนี้แพทย์ยังนิยมใช้คาเฟอีนฉีดเข้าเข้าเส้นเลือดให้ผู้ป่วยหลังเข้ารับการผ่าตัด เพื่อลดอาการปวดศีรษะ เป็นต้น

ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยง หรือจำกัดการดื่มคาเฟอีนคือใคร?
คาเฟอีนถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มและอาหารมากมายในชีวิตประจำวัน ความสามารถในการรับปริมาณคาเฟอีนของแต่ละบุคคลนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสภาพร่างกายของบุคคลนั้น ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำ หากสงสัยว่าควรจำกัดปริมาณหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคคาเฟอีน โดยบุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคคาเฟอีนได้แก่

– ผู้ที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากคาเฟอีนจะผ่านจากรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้
– ผู้ที่วางแผนเพื่อมีบุตร
– คุณแม่ที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตร เนื่องจากคาเฟอีนในปริมาณเพียงเล็กน้อย สามารถถูกส่งผ่านไปยังทารกได้
– ผู้ที่มีความผิดปกติในการการนอนหลับ นอนหลับยาก หรือมีอาการนอนไม่หลับ
– ผู้ที่เป็นไมเกรน หรือปวดศีรษะเรื้อรัง
– ผู้ที่มีความวิตกกังวล
– ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน หรือเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร
– ผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
– ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
– ผู้ที่รับประทานยาหรืออาหารเสริมบางชนิด รวมถึงยากระตุ้น ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยารักษาโรคหอบหืด และ- ยารักษาโรคหัวใจ
– เด็กหรือวัยรุ่น ควรจำกัดปริมาณคาเฟอีนในแต่วัน และไม่ควรรับคาเฟอีนมากเท่ากับผู้ใหญ่ เนื่องจากร่างกายจะมีความไวต่ออาการข้างเคียงมากกว่า

ผลข้างเคียงการเลิกคาเฟอีน เป็นอย่างไร?
ในผู้ที่บริโภคคาเฟอีนเป็นประจำแล้วต้องการเลิกคาเฟอีน อาจมีอาการข้างเคียงจากการขาดคาเฟอีนตามมา โดยอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ แสดงออกหลังจากที่งดการบริโภคคาเฟอีนไปแล้ว 12-24 ชม. โดยมีระยะในการแสดงอาการประมาณ 2-9 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล จากนั้นอาการจึงจะค่อย ๆ หายไป โดยมีอาการดังนี้

– ปวดศีรษะ
– อาการง่วงหงาว หาวนอน
– หงุดหงิด กระสับกระส่าย กระวนกระวาย
– คลื่นไส้
– มีปัญหาในเรื่องสมาธิจดจ่อ
– เหน็ดเหนื่อย
– มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อ

Cr. โรงพยาบาลเมดพาร์ค
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #กาแฟ #กาแฟสด #คาเฟอีน
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, May 11th, 2026 at 8:22am
กินไข่ต้ม ลดน้ำหนักได้จริงไหม?

ประโยชน์ของไข่ต้ม

– ไข่ต้มมีโปรตีนสูง ไข่ต้ม 1 ฟอง มีโปรตีนถึง 6 กรัม โปรตีนในไข่มีกรดอะมิโนช่วยสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ คนที่ออกกำลังกายหรืออยากเพิ่มกล้ามเนื้อ ควรกินไข่ต้มทุกวัน
– ไข่ต้มช่วยลดน้ำหนัก ไข่ต้ม 1 ฟอง มีแคลอรีเพียง 70-85 แคลอรี แม้แคลอรีต่ำ แต่มีโปรตีนสูง ช่วยให้แป้งและน้ำตาลถูกย่อยช้า ทำให้อิ่มนาน จึงเหมาะสำหรับคนลดน้ำหนัก ควรกินไข่ต้มในมื้อเช้าเพิ่มพลังงาน หากจะกินหลายฟอง ควรเลือกกินไข่ขาวมากกว่าไข่แดง
– ไข่ต้มช่วยลดโรค ไข่เป็นแหล่งโอเมก้า 3 ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง สายตา ยังลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคหัวใจได้อีกด้วย

อยากลดน้ำหนักไข่ต้มช่วยได้

การลดน้ำหนักมีหลายวิธีที่คุณสามารถลองใช้ได้ หากยังไม่ได้ผลลองมาลดน้ำหนักด้วยเมนูไข่ต้มกัน บางคนอาจจะสงสัยว่า ไข่ต้มจะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร แต่ความจริงคือไข่เป็นแหล่งโปรตีนสูงที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เป็นอาหารสร้างกล้ามท้อง และยังช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายดีตลอดทั้งวัน ที่สำคัญคือมีแคลอรีต่ำไม่ทำให้อ้วนเมื่อกินไข่ต้มทุกวัน วิธีการลดความอ้วนด้วยไข่ต้มคือการกินไข่ต้ม 2 ฟองตอนเช้า ซึ่งจะช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่า 400 แคลอรีต่อวัน ตอนนี้คุณรู้ว่าการกินไข่ต้มมีประโยชน์อย่างไรแล้ว เรามาดูวิธีการกินให้ได้ผลต่อการลดน้ำหนักกันเถอะ

กินไข่ต้มลดความอ้วน กินอย่างไรจึงจะเห็นผล

– กินไข่ตอนเช้า
ไข่เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารหลายชนิด เหมาะสำหรับมื้อเช้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะระบบย่อยอาหารของร่างกายมีประสิทธิภาพสูงในช่วงเช้า การบริโภคไข่ในเวลานี้จะช่วยเติมพลังงานให้ร่างกาย ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน นอกจากนี้ยังช่วยลดความอยากอาหาร ไม่ทำให้หิวบ่อย

– ทำไข่ให้สุกด้วยการต้มหรืออบ
ในการทำไข่ให้สุกนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือการต้มหรืออบ เพราะจะทำให้เราลดการใช้เนยหรือน้ำมันลงได้ เป็นการลดไขมันส่วนเกินในอาหาร

– กินไข่ต้มคู่กับอาหารที่มีประโยชน์
ถึงแม้ว่าไข่จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ควรกินคู่กับอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ เพื่อไม่ให้ขาดสารอาหาร อาจจะกินคู่กับ ผักใบเขียว ถั่ว ข้าวโอ๊ต หรือขนมปังโฮลวีต เพิ่มเติมลงไปในมื้อเช้าของคุณ เพื่อความสมดุลในอาหารและสุขภาพที่ดีขึ้นไปด้วย

ช่วงเวลากินไข่ต้มเพื่อลดน้ำหนัก

– การรับประทานในตอนเช้า
เนื่องจากไข่เป็นแหล่งของโปรตีน ควรทานมื้อเช้าโดยเฉพาะ เพื่อรักษาความอิ่มท้องให้นาน ไม่ต้องรู้สึกหิวบ่อยและลดความเสี่ยงที่น้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ในช่วงเช้า ระบบย่อยอาหารของร่างกายก็จะทำงานดีที่สุดอีกด้วย

– หลังออกกำลังกาย
หลังจากการออกกำลังกายหนัก การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะจะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องและช่วยเพิ่มพลังงาน ทั้งยังส่งผลดีในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายอีกด้วย

ลดความอ้วนด้วยไข่ต้ม ก็มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ?

– อาจได้รับแคลอรีเกินจำเป็น ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้พลังงานเพียง 80 kcal แต่ถ้ากินมากเกินไป เช่น วันละ 5-10 ฟอง จะได้รับแคลอรีสูงถึง 800 kcal ซึ่งรวมกับอาหารอื่นๆ อาจทำให้ได้รับแคลอรีเกินจำเป็น ทำให้น้ำหนักเพิ่ม ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
– อาจได้รับโปรตีนมากเกินไป ไข่ไก่ 1 ฟอง ให้โปรตีนประมาณ 7 กรัม ถ้ากินวันละ 1-4 ฟอง จะได้รับโปรตีนพอเหมาะ แต่ถ้ากินมากกว่า 5-10 ฟองต่อวัน จะได้รับโปรตีนสูงมาก ทำให้ไตทำงานหนัก ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
– อาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูง สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรง การกินไข่ไม่ส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอล แต่สำหรับผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง ถ้ากินไข่เกิน 1 ฟองต่อวัน อาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูงขึ้น ควรกินไข่ไม่เกิน 1 ฟองต่อวัน หรือกินเฉพาะไข่ขาว
– อาจขาดสารอาหารจากอาหารชนิดอื่น การกินไข่เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ขาดสารอาหารจากอาหารชนิดอื่น ๆ เพื่อสุขภาพที่ดี ควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว ธัญพืช นม เป็นต้น

ไข่ต้มควรกินวันละกี่ฟอง
– สำหรับคนที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเป็นปกติสามารถกินไข่ต้มทุกวันได้วันละ 1 – 3 ฟอง ซึ่งปริมาณการบริโภคไข่อาจปรับตามกิจกรรมและการออกกำลังกายของแต่ละคน รวมถึงปริมาณอาหารชนิดอื่น ๆ ที่กินตลอดวัน ในส่วนของคนที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคเบาหวาน ต้องระมัดระวังในการบริโภคไข่เป็นพิเศษ

– โดยแพทย์จะแนะนำให้กินไข่ได้ไม่เกิน 2-3 ฟองต่อสัปดาห์ และหากมีระดับคอเลสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคไข่แดงในปริมาณมาก การรักษาตัวเองให้มีสุขภาพดีโดยรวมควรพิจารณารูปแบบการบริโภคอาหารทั่ว ๆ ไป รวมถึงการออกกำลังกายเข้าไปด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในการลดความอ้วนในระยะยาว ลดความเสี่ยงต่อโรคประจำตัวต่าง ๆ อย่างเหมาะสมในแต่ละกรณี

สรุป

ไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย การกินไข่ต้มทุกวัน วันละ 1-2 ฟอง จึงเป็นการเพิ่มพลังงานและสารอาหารให้ร่างกายได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามการกินไข่ต้มเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ ต้องควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงช่วยในการลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Cr. รัตตินันท์ คลินิก

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ไข่ต้ม #ลดน้ำหนัก #ลดอ้วน #ลดพุง #ลดพุงลดไขมัน #ลดไขมัน #ลดหน้าท้อง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSunday, May 10th, 2026 at 10:25am
รวมประโยชน์ของถั่วแต่ละประเภท+++

ถั่วชนิดต่างๆ มีประโยชน์มากมายเกินตัว จะใช้กินเล่นๆ หรือจะนำไปเป็นส่วนผสมของขนมและอาหารต่างๆ ก็ได้หลากหลายเมนู ที่สำคัญนั้น คุณค่าทางอาหารที่ได้จากถั่วยังล้นเหลือ ซึ่งในถั่วแต่ละชนิดก็มีสารอาหารที่แตกต่างกันไป วันนี้มีความรู้ดีๆ มาแนะนำสำหรับคนที่จะหันมาเลือกกินถั่วเพื่อสุขภาพของตัวเอง

– ถั่วเหลือง มีโปรตีนชั้นดีที่เข้มข้นจนนำไปทำเป็นเต้าหู้, เต้าหู้ยี้, เต้าฮวย, น้ำเต้าหู้ หรือแม้แต่เนื้อสัตว์เทียมได้ ของดีเหนือชั้นในถั่วเหลืองอีกก็คือ “พฤกษฮอร์โมน” ที่มีประโยชน์ช่วยอาการวัยทองโดยธรรมชาติ นอกจากนั้นถั่วเหลืองยังถือว่าเป็นอาหาร “บำรุงสมอง” ชั้นดีเพราะมีสาร “เลซิทิน (Soy Lecithin)” อีกด้วยครับ

– ถั่วเขียว หรือบางทีเรียก “ถั่วทอง” มีโปรตีนอยู่สูงเช่นกันครับ โดยถั่วเขียวเป็นแหล่งรวมกรดอะมิโนหลากหลายที่ร่างกายนำไปใช้ได้โดยตรง ได้แก่ กรดกลูตามิก, ไลซีน, ลิวซีน รวมถึง “อาร์จินีน (Arginine)” ที่ช่วยสุขภาพหลอดเลือดในหนุ่มๆ ได้ ส่วนสาวๆ ที่ชอบทานวุ้นเส้นซึ่งคือ ส่วน “แป้ง” ของถั่วเขียว ขอให้ทานกำลังดีจะไม่อ้วนครับ

– ถั่วแดงหลวง มีที่มาอันเป็นมงคลเพราะเป็นพันธุ์พระราชทาน ในทางอาหารถือว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งเส้นใยช่วยสุขภาพป้องกันมะเร็ง มีส่วนของเส้นใยที่อุ้มน้ำพองในท้องทำให้อิ่มเร็วและอิ่มได้ทน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ส่วนในสีที่เข้มนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิด “โพลีฟีนอลส์” อยู่ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ครับ

– ถั่วดำ เป็นถั่วที่เราคุ้นเคยกันดีในขนมไทยๆ เช่นเดียวกับในเกาหลีที่มีซอสถั่วดำทำจาจังมยอน (หมี่ราดซอสดำ) ถั่วดำมีโปรตีนสูงแต่กรดไขมันไม่มากนัก และเป็นชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งทำให้ร่างกายไม่ต้องเสี่ยงอ้วนมากไป แต่ได้อารมณ์อิ่มพอดี ต่างประเทศจึงมีการใช้สูตรถั่วดำกับเต้าหู้ช่วยลดน้ำหนัก นอกจากนั้นถั่วดำยังมีธาตุเหล็กสูงช่วยโลหิตจางได้ด้วย

– ถั่วขาว เป็นถั่วชื่อดังในหมู่ผู้อยากลืมพุง เพราะถั่วขาวถูกนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ลดอ้วนหลายชนิด โดยมีชื่อที่คุ้นหูคือ “สารสกัดถั่วขาว” ซึ่งสารตัวนี้มีชื่อว่า “ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin)” โดยจะไปยับยั้งการย่อยแป้งที่คอยสร้างความอวบ แต่กระนั้นการกินถั่วขาวอย่างเดียวไม่อาจลดน้ำหนักได้ ต้องคุมอาหารกับออกกำลังด้วยครับ

– ถั่วลิสง มีหลายผลิตภัณฑ์ให้เลือกทั้งถั่วบนศีรษะ เอ๊ย…ถั่วแขก, ถั่วต้มตักขาย หรือถั่วลิสงคั่วแบบเคี้ยวกรอบเพลินดี แต่ไม่ว่าจะถั่วแบบไหนก็ให้ผลลัพธ์คือมันสนุกเหงือก เพราะถั่วลิสงมีน้ำมันชนิดดีบรรจุอยู่ครับ นอกจากนั้นยังมี “วิตามินอี” ช่วยบำรุงผิวพรรณอีกด้วย

– ถั่วลันเตา เป็นถั่วสีสวย เอามาทำอาหารได้หลายอย่าง สันนิษฐานว่ามาจาก “ห่อหลั่นเตา” คือ ถั่วฮอลแลนด์ ถั่วลันเตามีสรรพคุณสำคัญคือ ช่วยบำรุงสายตา, บำรุงผิว และบำรุงกระดูกได้ดีจาก “เบต้าแคโรทีน” ที่มีอยู่ในสีเขียวสดกับแคลเซียมที่มีมากกว่าถั่วฝักยาวถึง 4 เท่า นอกจากนั้นยังเหมาะกับท่านที่ความดันสูงเพราะมี “โพแทสเซียม” สูงช่วยปรับความดัน

– เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นแหล่งของวิตามินบี ที่ช่วยรักษาเส้นประสาทและเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของร่างกาย ตลอดจนเสริมความต้านทานต่อความเครียด และยังมีแร่ธาตุสำคัญสำหรับสุขภาพภูมิคุ้มกัน รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระซีลีเนียมที่จำเป็นต่อการผลิตแอนติบอดี และสังกะสีซึ่งใช้ต่อสู้กับไวรัส ยับยั้งเซลล์มะเร็ง แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

– อัลมอนด์ เป็นแหล่งที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันมะเร็ง ในอัลมอนด์ 100 กรัม จะมีวิตามินอี 24 มิลลิกรัม และยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุแคลเซียมที่ป้องกันไวรัสได้อีกด้วย อัลมอนด์ยังมีเลทริลที่เชื่อว่าเป็นสารประกอบที่ต่อสู้กับเนื้องอกได้อย่าง มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีสังกะสีสูง ช่วยสร้างความแข็งแรงให้ภูมิคุ้มกันและทำให้แผลหายเร็ว อัลมอนด์เต็มไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่ให้คุณค่าทางสารอาหาร จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้

– แมคคาเดเมีย หลายคนยกให้เป็นถั่วที่รสชาติอร่อยที่สุดในโลกเช่นกัน จนได้ชื่อว่าราชาแห่งถั่ว มีต้นกำเนิดจากออสเตรเลีย มีแหล่งปลูกใหญ่อยู่ที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในถั่วที่ปลูกยากมาก เพราะเป็นต้นที่ละเอียดอ่อน ต้องการการเอาใจใส่อย่างมาก ในเมืองไทยปลูกได้ดีที่โครงการพัฒนาดอยตุง ส่วนด้านโภชนาการ แมคคาเดเมียช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ดี และมีโปรตีน วิตามินที่ดีกับร่างกายหลายชนิดด้วย

ถั่วมีผลดีต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบมี สาเหตุจากพันธุกรรม และพฤติกรรม พฤติกรรมที่สำคัญได้ การออกกำลังกาย อ้วน และการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารหวาน มัน เค็ม แต่อาหารที่สามารถป้องกันโรคหัวใจโดยเฉพาะ ถั่ว เช่น ถั่ว almonds, walnuts, hazelnuts และ macadamias หากรับประทานประจำจะลดอุบัติการณ์ของ โรคหัวใจได้ร้อยละ 30-50

ถั่วกับโรคอ้วน แม้ว่า ถั่ว จะมีส่วนประกอบสำคัญคือไขมัน แต่การรับประทาน ถั่ว โดยยึดหลักการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และกำหนดมิให้ได้รับพลังงานเกินความจำเป็น ทั้งนี้ ปริมาณไขมันที่มีใน ถั่ว fiber ที่อยู่ใน ถั่ว จะทำให้คนที่รับประทานอาหารอิ่มไม่อยากรับประทานอาหารอื่น โดยมีการศึกษาถึงผลการรับประทาน ถั่ว Almond พบว่าการรับประทาน ถั่ว นี้ไม่ทำให้น้ำหนักหรือระดับคอเรสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้น เนื่องจากไขมันบางส่วนไม่ถูกดูดซึม

เราจะเพิ่มการรับประทานถั่วได้อย่างไร

– การรับประทาน ถั่ว มากพอประมาณจะช่วยป้องกันโรคดังกล่าว ดังนั้นการวางแผนรับประทานอาหารจำพวก ถั่ว จึงมีความจำเป็นทั้งนี้เพื่อ ป้องกันมิให้อ้วน โดยเราอาจจะรับประทาน ถั่ว เป็นอาหารว่าง เราจัดถั่วเป็นอาหารหมวดที่ให้โปรตีน ดังนั้นหากรับประทานอาหารพวกถั่วจะต้องลดพวกเนื้อสัตว์ลงตามส่วน ลดไขมันอื่นที่ไม่จำเป็น เช่น น้ำสลัดใช้อย่างใสที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงของทอด หลีกเลียงกะทิ

ถั่วชนิดอื่นๆ ก็ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมาก แต่ไม่ว่าจะเลือกกินถั่วชนิดไหน ก็ต้องคำนึงไว้เสมอว่า ควรจะบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะการกินอะไรมากหรือน้อยเกินไปก็ย่อมมีโทษเสมอ ที่สำคัญควรจะกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ร่างกายจึงจะสามารถได้รับประโยชน์จากอาหารอย่างเต็มที่

Cr. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ถั่ว #ถั่วเขียว #ถั่วแปบ #ถั่วลิสง #ถั่วต้ม #ถั่วลายเสือ #ถั่วเน่า
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, May 9th, 2026 at 9:54am
อาการนอนกัดฟันแก้ยังไง?

อาการนอนกัดฟัน เป็นอาการหนึ่งของผู้ที่มีความผิดปกติด้านการบดเคี้ยว หรือมีปัญหาการทำงานของขากรรไกร นอกจากจะมีปัญหากับคนที่นอนข้างๆ หรือเพื่อนร่วมห้องแล้ว การนอนกัดฟัน ยังสามารถก่อให้เกิดปัญหากับตัวเองด้วย ปัญหาดังกล่าวได้แก่ อาการปวดข้อต่อกระดูกขากรรไกรและกล้ามเนื้อ ซึ่งอยู่หน้ารูหู ในเวลาที่ตื่นนอนตอนเช้าจะรู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณข้อต่อขากรรไกร หรือเวลาที่บดเคี้ยวอาหารก็จะรู้สึกเจ็บปวดได้ อาการฟันสึก ในบางรายมีอาการฟันสึกจนถึงชั้นเนื้อฟัน เห็นเนื้อฟันสีเหลืองเข้ม และมีอาการเสียวฟันเวลาที่ดื่มน้ำร้อน, น้ำเย็น หรือของหวานได้

สาเหตุของการนอนกัดฟัน (Sleep Bruxism) น่าจะเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ

1. สภาพของจิตใจ การดำเนินชีวิตประจำวันอาจมีความเครียด เนื่องจากความเร่งรีบในการทำงานก็เป็นสาเหตุที่ให้เรานอนกัดฟันในเวลานอน โดยเราไม่รู้สึกตัวได้

2. สภาพฟัน อาจมีจุดสูงที่อยู่บนตัวฟัน ที่อาจเกิดจากวัสดุอุดฟัน มีการเรียงกันของฟันที่ผิดปกติ ฟันซ้อนเก หรือเป็นโรคปริทันต์ หรือในคนไข้ที่สูญเสียฟันแท้ไป โดยที่ไม่ได้ใส่ฟันปลอมทดแทน ซึ่งถ้าว่าจุดสูงหรือจุดขัดขวางการบดเคี้ยว โดยธรรมชาติของคนเราจะพยายามกำจัดจุดสูงหรือจุดขัดขวางการบดเคี้ยว โดยพยายามบดเคี้ยวให้จุดสูงนั้นหมดไป มักจะเกิดในเวลาที่เรานอนหลับ ซึ่งเป็นเวลาที่เราไม่รู้สึกตัว

วิธีการแก้ไขอาการนอนกัดฟัน
1) พฤติกรรมบำบัด ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงผู้ป่วยลดความเครียดหรือความกังวลด้วยการทำจิตใจให้สบาย อาจทำโดยการนั่งสมาธิ, เล่นกีฬา, รวมทั้งลด หรือ งดการดื่มกาแฟ และ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์

2) รักษาสาเหตุและแก้ไขอาการนอนกัดฟัน โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์หรือทันตแพทย์ อาจจะแนะนำให้ใส่ Splint หรือ เฝือกสบฟันเพื่อลดการสึกของฟัน โดย Splint นั้น มีลักษณะเป็น อะคริลิคใส แข็ง ใสในฟันบน หรือฟันล่าง ใส่เฉพาะในเวลานอนตอนกลางคืนเท่านั้น นอกจากนี้อาจปรึกษาทันตแพทย์เพื่อการกรอ หรือปรับลักษณะสบฟันหรือจัดฟันให้อยู่ในสภาวะปกติ หรือ อาจถอนฟันซี่ที่ไม่มีคู่สบเพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลจากการขบฟัน แล้วแต่ลักษณะที่พบ
3) การรักษาด้วยยา เป็นการรักษาด้วยการรับประทานยาหรือฉีดยาเพื่อลดการทำงานหรือให้กล้ามเนื้อคลายตัว ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการให้ยาเพื่อลดอาการข้างเคียงขออาการนอนกัดฟัน

4) การฉีดโบท็อก (Botox, Botulinum Toxin) เข้ากล้ามเนื้อมัดที่ควบคุมการเคี้ยว ถือเป็นการทำให้กล้ามเนื้อลดการทำงานช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ยังสามารถใช้งานหรือเคี้ยวอาหารได้ใกล้เคียงปกติๆ วิธีนี้เป็นที่แพร่หลายมากในประเทศสหรัฐอเมริกา
5) Bio Feedback เหมือนการทำผิดแล้วถูกลงโทษ สอนสมองให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว โดยแพทย์ผู้รักษาจะให้ใช้เครื่องมือที่มีตัวเซนเซอร์กล้ามเนื้อกราม หากกัดเข้าหากันในระดับรุนแรง เครื่องมือชนิดนี้จะส่งสัญญาณที่เป็นได้ทั้งในรูปแบบของเสียงที่ดังพอให้รู้สึกตัวแต่ไม่ถึงกับตื่น หรือในรูปแบบของกระแสไฟฟ้าที่ไม่เป็นอันตรายเพื่อช็อตให้สะดุ้ง เพราะเมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวก็จะหยุดกัดกราม

Cr. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #นอน #นอนกัดฟัน #นอนหลับ #นอนสบาย #นอนน้อย #นอนกลางวัน #นอนในรถ
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, May 8th, 2026 at 7:42am
10 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการลดความอ้วน ++

1) ลดความอ้วนต้องอดอาหาร
ความจริง : หากต้องการลดน้ำหนัก เราต้องให้ร่างกายมีการใช้พลังงานหรือมีการเผาผลาญพลังงานให้มากกว่าพลังงานจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ดังนั้นการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนจึงต้องมีการควบคุมปริมาณแคลอรี่จากการรับประทานอาหาร ซึ่งไม่ใช่การอดอาหาร โดยเฉลี่ยผู้หญิงต้องการพลังงานประมาณ 2,000 กิโลแคลอรี่ และผู้ชายต้องการพลังงานประมาณ 2,500 กิโลแคลอรี่ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ หากต้องการลดน้ำหนัก แนะนำให้ลองลดแคลอรี่ในอาหารที่รับประทานลงวันละ 500 กิโลแคลอรี่ หรือเพิ่มกิจวัตรประจำวัน และกิจกรรมที่เพิ่มการเผาผลาญมากขึ้น 500 กิโลแคลอรี่ก็จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนได้ นอกจากนี้ปัจจัยที่ส่งผลกับการใช้พลังงานในร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยขึ้นอยู่กับเพศ อายุ กิจวัตรประจำวัน ฯลฯ หากไม่แน่ใจว่าควรรับประทานอาหารในปริมาณเท่าไรถึงจะเหมาะสมกับการลดน้ำหนักโดยที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง การปรึกษาผู้ชำนาญการน่าจะเป็นทางเลือกที่ทำให้สามารถเดินไปสู่เป้าหมายได้ดีขึ้น

2) ช่วงลดน้ำหนักให้รับประทานเฉพาะเมื่อรู้สึกหิว
ความจริง: การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลาหรือปล่อยให้ร่างกายอดอาหารเป็นเวลานานจนรู้สึกหิวจะไปกระตุ้นฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อ Cortisol ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารกลุ่มที่มีน้ำตาลและไขมันสูง การรับประทานอาหารกลุ่มนี้มาก ๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการได้รับพลังงานเกินกว่าความต้องการ และเกิดโรคอ้วนได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา 3 มื้อมากกว่าการรับประทานเมื่อหิว

3) รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ทำให้อ้วน
ความจริง : ในภาวะปกติที่ร่างกายไม่ได้อยู่ในสภาวะอดอาหารหรือขาดอาหารอย่างรุนแรง ร่างกายจะไม่มีการนำโปรตีนมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน หรือนำโปรตีนไปเป็นแหล่งพลังงาน เพราะร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอจากสารอาหารกลุ่มแป้งและไขมันแล้ว ดังนั้นการรับประทานอาหารกลุ่มโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์จึงไม่ได้เป็นสาเหตุของความอ้วน แต่เนื่องจากในเนื้อสัตว์มีชั้นไขมันแทรกอยู่ การรับประทานเนื้อสัตว์ที่ติดมันหรือมีไขมันแทรกเป็นจำนวนมากอาจเป็นสาเหตุของแคลอรี่ที่เกินและทำให้อ้วนได้ ดังนั้นหากต้องการลดหรือควบคุมน้ำหนัก แนะนำให้รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดที่มีไขมันต่ำ ตัวอย่างเช่น เนื้ออกไก่ เนื้อสันในหมู ไข่ขาวต้ม เป็นต้น

4) ช่วงลดน้ำหนักควรรับประทานเฉพาะผักและผลไม้
ความจริง : หัวใจของการลดน้ำหนักอย่างหนึ่งคือ การควบคุมปริมาณแคลอรี่ของอาหารที่รับประทาน โดยไม่ให้มากกว่าปริมาณที่ใช้ในแต่ละวัน และที่สำคัญคือการควบคุมแคลอรี่ต้องไม่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีวิต การรับประทานผักและผลไม้เพียงอย่างเดียวถึงจะได้รับพลังงานเพียงพอ แต่ก็จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ จึงไม่แนะนำให้รับประทานแต่ผักและผลไม้เพื่อลดน้ำหนัก นอกจากนี้การรับประทานผักเพิ่มในมื้ออาหารหรือการรับประทานผลไม้ทดแทนขนมหวานหรือขนมจุกจิกระหว่างมื้อน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะผักและผลไม้มีกากใย ช่วยให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่าย แต่ก็ควรระวังไม่เลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัดจนเกินไป

5) ช่วงลดน้ำหนักต้องงดแป้ง
ความจริง : อาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตยังคงเป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานและมีความจำเป็นสำหรับร่างกาย การรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมจึงไม่ทำให้อ้วน เนื่องจากปัจจุบันอาหารที่เรารับประทานมีส่วนประกอบของแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก จึงได้เกิดคำแนะนำสำหรับการลดน้ำหนักว่าให้ลดหรืองดแป้ง ทั้งที่จริงแล้วสารอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดของความอ้วน คำแนะนำเบื้องต้นในการเลือกรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตคือ สามารถรับประทานแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตได้ในมื้อเช้าและมื้อกลางวัน แต่ควรงดหรือจำกัดปริมาณในมื้อเย็น สำหรับชนิดของคาร์โบไฮเดรตควรเลือกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวไม่ขัดสีต่าง ๆ ขนมปังโฮลวีท เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายเพิ่มขึ้นช้า ๆ รู้สึกอิ่มได้นาน ลดความอยากอาหารและช่วยลดความหิวได้ สำหรับมื้อเย็นแนะนำให้เน้นทานอาหารกลุ่มโปรตีนและผักใบเขียวทดแทนอาหารกลุ่มแป้งจะเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้

6) รับประทานเร็วหรือช้าไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก
ความจริง : การใช้เวลาในการรับประทานอาหารให้ช้าลง เคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น ช่วยให้ลดหรือควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและการรับประทานช้า ๆ จะช่วยกระตุ้นและส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม ทำให้อิ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย

7) อาหารที่มีฉลากไขมันต่ำหรือไม่มีไขมัน หมายความว่าไม่มีแคลอรี่
ความจริง : การอ่านฉลากโภชนาการควรให้ความสำคัญกับรายละเอียดหรือส่วนประกอบของอาหารด้วย ทั้งปริมาณโปรตีน เกลือแร่ และสารปรุงแต่งอื่น ๆ ไม่ใช่สนใจเพียงปริมาณแคลอรี่รวมหรือปริมาณไขมันเท่านั้น การรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันเลยอาจช่วยลดแคลอรี่ได้มากกว่ารับประทานอาหารปกติ แต่อาหารไขมันต่ำบางส่วนอาจมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายต่ำกว่าอาหารปกติชนิดเดียวกัน อีกทั้งยังอาจต้องมีการดัดแปลงเพิ่มแป้ง เกลือ หรือน้ำตาลลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้นหลังจากเอาไขมันออกไป ดังนั้นการเลือกอาหารจากการพิจารณาปริมาณไขมันเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด

8) การออกกำลังกายแบบยกเวท ทำให้ล่ำและไม่ช่วยลดน้ำหนัก
ความจริง : น้ำหนักของร่างกายบนตาชั่ง บ่งบอกได้ถึงน้ำหนักของไขมัน กล้ามเนื้อ และกระดูก การลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือ การลดสัดส่วนของไขมันในร่างกาย ในผู้ชายไม่ควรมีน้ำหนักไขมันเกิน 28% ผู้หญิงไม่เกิน 32% เพราะฉะนั้นการยกเวทเป็นการทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นและเปอร์เซ็นต์ไขมันลดลง ซึ่งกล้ามเนื้อนี้เองจะเป็นตัวช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยจะไปเพิ่ม BMR หรือก็คือ Basal Metabolism ซึ่งหมายถึงอัตราความต้องการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในชีวิตประจำวัน หรือจำนวนแคลอรี่ขั้นต่ำที่ต้องการใช้ในชีวิตแต่ละวัน ซึ่งทำให้ส่งผลดีกับสุขภาพ โดยการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนัก วิดพื้น จะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การมีมวลกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายที่เหมาะสมจึงมีส่วนช่วยอย่างมากในการลดและควบคุมน้ำหนัก และหากออกกำลังกายอย่างเหมาะสม กล้ามเนื้อก็จะไม่ได้มีการขยายขนาดผิดปกติจนทำให้รูปร่างผิดสัดส่วนอย่างที่กังวลกัน

9) กินอาหารมังสวิรัติช่วยลดความอ้วนได้
ความจริง : การทานอาหารมังสวิรัติไม่ใช่การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก การทานอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คือ การทานอาหารในสัดส่วนของโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรตให้เหมาะสมกับพลังงานที่ต้องการ อาหารแบบมังสวิรัติบางอย่างมีคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูงสามารถทำให้อ้วนได้เช่นกัน

10) อาหารเสริมลดความอ้วนมีประสิทธิภาพลดความอ้วนได้ดีและรวดเร็ว
ความจริง : การลดน้ำหนักที่ดีและรวดเร็วต้องปฏิบัติดังนี้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่ถูกต้อง อาหารเสริมที่มีบทความวิจัยที่ช่วยการเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เช่น แอลคาร์นิทีน (L-Carnitine) เออร์วินเจย (Irvingia Gabonensis) เยอร์บามาเต้ (Yerba Mate) การได้รับอาหารเสริมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลก็จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นมากกว่าการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการใช้อาหารเสริมเพื่อช่วยในการลดหรือควบคุมน้ำหนักจึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าสามารถลดความอ้วนได้จริงจากการใช้อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่คนที่รับประทานอาหารเสริมเพื่อหวังผลในการลดความอ้วนมักจะมีการคุมอาหารหรือออกกำลังกายร่วมด้วย ทำให้เห็นผลลัพธ์โดยรวมเป็นน้ำหนักที่ลดลง อาจทำให้รู้สึกว่าน้ำหนักที่ลดลงนั้นเกิดจากจากผลของอาหารเสริม ดังนั้นการได้รับอาหารเสริมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลจะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นมากกว่าการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว

Cr. โรงพยาบาลกรุงเทพ
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #อ้วน #ลดไขมัน #ลดความอ้วน #ลดพุง #อาหารเช้า #ควบคุมอาหาร
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, May 7th, 2026 at 7:51am
หลังขับรถ ลุยน้ำท่วม ควรทำอะไรบ้าง?

แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วไม่มีใครอยากขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง แต่การขับรถลุยน้ำท่วมก็มักเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และไม่เฉพาะช่วงฤดูฝนที่มักมีฝนตกบ่อยและหนักเท่านั้น เพราะแม้ในฤดูอื่นที่อยู่ดีๆ มีฝนตกหนักขึ้นมาก็อาจทำให้มีน้ำท่วมขังได้ ซึ่งเมื่อเจอสถานการณ์น้ำท่วมที่เลี่ยงไม่ได้ นอกจากการขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังอย่างระมัดระวังแล้ว ยังมีหลายสิ่งที่ควรทำหลังจากขับรถผ่านน้ำท่วมมาแล้ว ทั้งเพื่อให้การทำงานของรถสามารถทำงานได้ตามปกติ รวมทั้งเพื่อเป็นการตรวจสอบความเสียหายต่างๆ ที่อาจเกิดกับรถจากการลุยน้ำท่วม โดยที่มีบางสิ่งสามารถทำได้ในขณะกำลังขับรถอยู่ และควรทำเมื่อจอดรถ

1.เช็คเบรกให้ทำงานได้ปกติ
หลังจากเพิ่งขับรถผ่านถนนที่น้ำท่วมมา อย่างเพิ่งดีใจที่ผ่านพ้นมาได้แล้วเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อใช้ความเร็วสูง แต่ควรมั่นใจก่อนว่าระบบเบรกของรถอยู่ในสภาพปกติ เพราะโดยทั่วไปแล้วเบรกมักจะลื่นและสูญเสียการจับตัวหลังจากเปียกน้ำ
ดังนั้นเมื่อพ้นจากถนนที่มีน้ำท่วมและอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยไม่มีรถตามมาข้างหลัง หรือตามมาห่างๆ ก็ควรเหยียบเบรกสัก 2-3 ครั้งก่อนที่จะขับต่อไป เพื่อช่วยให้ผ้าเบรกกับจานเบรกหรือดรัมเบรกอยู่ในสภาพปกติเมื่อมีการสัมผัสกันตอนเบรก แห้ง และให้ประสิทธิภาพการเบรกดีที่สุด

2.สังเกตเครื่องยนต์
สิ่งหนึ่งที่ผู้เป็นเจ้าของรถซึ่งขับรถของตนเองประจำน่าจะรู้รับได้ก็คือ เมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ ดังนั้นหลังจากลุยน้ำท่วมแล้วจึงควรสังเกตว่าเครื่องยนต์ของรถมีลักษณะอย่างไร แต่ก็ไม่ถึงกับต้องจับผิดจนเกินไป
หากพบว่าเครื่องยนต์มีอาการกระตุก หรือมีอาการอื่นที่ไม่ปกติเกิดขึ้นในขณะขับ เช่น เร่งไม่ขึ้นหรือเสียงดัง ทางที่ดีควรจอดรถแล้วตรวจสอบ โดยสิ่งแรกที่ควรดูคือก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง หากพบว่ามีสีเหมือนกาแฟใส่นมหรือเหมือนนมขุ่นๆ แสดงว่ามีน้ำเข้าไปในเครื่องยนต์ สิ่งต่อมาที่ควรดูคือกรองอากาศ เพราะหากน้ำเข้าทางนี้ กรองอากาศและท่อไอดีจะเปียก
สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ก็คือหากมีน้ำเข้าเครื่องยนต์ควรให้ช่างตรวจสอบและทำการแก้ไขให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันความเสียหายหนักขึ้น

3.ตรวจสอบระบบอีเล็กทรอนิกและไฟฟ้าของรถ
แม้ว่ารถยนต์ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการทำงานต่างๆ จะมีการใช้สายที่ทนต่อน้ำ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงการรับประกัน 100 เปอร์เซ็นต์ว่าความชื้นจะไม่เข้าไปและทำให้เกิดความเสียหาย เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีน้ำเข้าสู่ระบบอีเล็กทรอนิกและสายไฟต่างๆ ควรตรวจสอบที่ภายในกล่องฟิวส์ดูว่ามีความเสียหายหรือไม่ หากมีความเสียหายที่ฟิวส์ใดก็ควรเปลี่ยนดูโดยอ้างอิงจากที่ฝากล่องฟิวส์รถยนต์ รวมไปถึงดูกล่องอีซียูและเช็ดให้สะอาดหากเปียกน้ำ
นอกจากนี้ควรตรวจสอบไฟต่างๆ ภายนอกรถด้วย โดยหากรู้สึกว่าอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติ ควรถอดขั้วต่อแบตเตอรีออกเพื่อรอให้ช่างตรวจสอบและประเมิน

4.ดูภายในห้องโดยสาร
บางครั้งน้ำที่ท่วมอาจเข้ามาที่พื้นรถได้ผ่านตามส่วนที่เป็นซีลและรอยต่อต่างๆ ดังนั้นจึงควรนำพรมปูพื้นออกหากรู้สึกว่าด้านใต้พรมมีน้ำแฉะ และไม่ควรทิ้งให้น้ำขังอยู่ภายในรถ ควรดูดหรือเช็ดน้ำออกแล้วเช็ดให้แห้งทันทีเมื่อทำได้
นอกจากนี้รถยนต์หลายรุ่นจะมีโมดูลควบคุมถุงลมนิรภัยอยู่ที่ใต้เบาะคนขับ ซึ่งควรดูแลไม่ให้มีความชื้น หลังจากขับรถลุยน้ำท่วมแล้วควรตรวจสอบส่วนต่างๆ ของรถทันทีหรือภายในหนึ่งถึงสองวัน เพราะหากไม่มีการตรวจสอบแล้วปล่อยทิ้งไว้ อาจนำมาสู่ความเสียหายที่หนักขึ้นตามมาได้

Cr. สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)

#รู้ไว้ใช่ว่า #ขับรถปลอดภัย #ขับรถกลับบ้าน #น้ำท่วม #รถน้ำท่วม #ลุยน้ำ #น้ำท่วมขัง