Rich Property Management

บริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดและหมู่บ้านจัดสรรอย่างมืออาชีพ

รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, October 15th, 2026 at 7:46am
ประโยชน์ของการกินเจ😀

1.กินเจช่วยให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนักเป็นเวลานาน

อาหารเจส่วนใหญ่จะเน้นพืชและผักเป็นหลัก ผสมกับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และโปรตีนจากถั่วที่ย่อยได้ง่ายกว่าประเภทเนื้อสัตว์และไขมันมาก จึงทำให้ระบบย่อยอาหารได้หยุดพักจากการทำงานหนัก ๆ มาตลอดทั้งปี ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี ก็จะมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย

2.ล้างพิษให้กับร่างกายของเรา

ผัก ผลไม้ที่กินนอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังเป็นกากใยชั้นเลิศที่ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายและการย่อยอาหารทำงานได้ดี เมื่อกินเข้าไปมาก ๆ ก็จะช่วยขับของเสียและสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายออกมา ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่เป็นปัญหาเรื้อรังสั่งสมมานานของใครหลายคนที่ชอบกินเนื้อ

3.ลดความเสี่ยงจากโรคร้าย

ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและสมอง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ริดสีดวงทวาร โรคเกาต์ ฯลฯ ต้องชิดซ้าย ถ้าเรากินอาหารเจเป็นประจำ เพราะอาหารเจจำพวกผัก ผลไม้มีเส้นใยอาหารที่ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ต่างจากอาหารจำพวกเนื้อแดงและไขมันที่เต็มไปด้วยไขมันที่ไม่ดีและคอเลสเตอรอลตัวร้ายที่คุกคามสุขภาพของเรา

4.ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้น

ใครจะเชื่อว่าการกินเจก็ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นขึ้นได้ แต่นี่เป็นความจริงอย่างมิต้องคลางแคลงใจเลย เพราะวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระในผัก ผลไม้ต่าง ๆ ยิ่งกินมากก็ยิ่งช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง สดใส ไม่หย่อนคล้อยก่อนวัยอีกด้วย

5.ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย

เมื่อรับประทานอาหารเจเป็นประจำ จะทำให้เลือดได้รับการฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อย ๆ มีผลให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมสลายช้าลง เราจะรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย ๆ

6.ลดน้ำหนักได้ ถ้าหากเลือกกินแต่ของดี มีประโยชน์

ถึงแม้ว่าอาหารเจจะเน้นกินผักและธัญพืช แต่ก็มีแป้งด้วย แล้วยิ่งเราเลือกหม่ำเมนูที่ใช้น้ำมันผัด ๆ ทอด ๆ หรือปรุงรสด้วยน้ำตาลมากเกินไป ก็ไม่ต้องคิดเลยว่าอาหารเจของเราจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่จะช่วยลดความอ้วนได้ยังไง ดังนั้นถ้าอยากจะเห็นน้ำหนักที่ลดลงเมื่อกินอาหารเจไปได้สักพัก ก็ต้องเลือกกินเจให้ผอมตามนี้

– เลือกกินข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย ธัญพืชต่าง ๆ

– เลือกผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีคาร์โบไฮเดรตที่น้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้น การกินผักใบจะทำให้เราได้พลังงานและปริมาณแป้งน้อยกว่าจึงไม่ทำให้อ้วน

– เลือกกินของนึ่ง ต้ม ตุ๋น ดีกว่าของทอดและผัด เพราะช่วยให้เลี่ยงการกินน้ำมัน ซึ่งมีไขมันอยู่สูง

– กินหวานให้น้อยลง ไม่ใช่ว่าเมื่อคุณกินเจแล้วจะสามารถกินขนมหวานได้เต็มที่ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารเจหรือไม่เจ ถ้ามีความหวานและผสมน้ำตาลอยู่มากก็อ้วนได้ไม่ต่างกัน

– ดื่มนมถั่วเหลืองไม่เกินวันละ 2-3 กล่อง

– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการกินอาหาร

Cr. โรงพยาบาลบางปะกอก 3
#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #กินเจ #กินเจไม่จำเจ #กินเจภูเก็ต #มังสวิรัส #งดเนื้อสัตว์
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าSaturday, October 10th, 2026 at 11:39am
แดดหน้าหนาวอันตรายมากกว่าถึง 2 เท่า ++😎

รู้หรือไม่? แดดหน้าหนาวอันตรายมากกว่าถึง 2 เท่า
เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว หลายคนมักวางใจว่าแดดไม่ร้อนเท่าหน้าร้อน จึงละเลยการป้องกันผิว แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ แดดหน้าหนาว อาจเป็นอันตรายต่อผิวและดวงตาได้มากกว่าที่คุณคิด เพราะแม้จะไม่รู้สึกแสบร้อน แต่รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) โดยเฉพาะ UV-A ยังคงมีความรุนแรงเท่าเดิม และอาจรุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ ซึ่งนำไปสู่การทำลายผิวแบบสะสมและริ้วรอยก่อนวัยได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้แดดหน้าหนาวอันตรายเป็นทวีคูณ

ทำไมแดดหน้าหนาวจึงอันตรายกว่าที่รู้สึก?

– รังสียูวีไม่ได้ลดลง : แม้อุณหภูมิจะเย็นลง แต่ความเข้มข้นของ รังสี UV-A และ UV-B ที่ทะลุผ่านชั้นบรรยากาศลงมาถึงผิวโลกนั้นไม่ได้ลดลงตามความรู้สึกเย็นสบายเลย

– ขาดเมฆเป็นเกราะกำบัง : ท้องฟ้าในหน้าหนาวมักจะโปร่งใสและมีเมฆปกคลุมน้อยกว่า ทำให้รังสี UV โดยเฉพาะ UV-A (ที่ก่อให้เกิดริ้วรอยและความแก่) สามารถทะลุผ่านลงมาสู่ผิวได้โดยตรงและเข้มข้นกว่า

– ความประมาทเป็นเหตุ : เพราะไม่รู้สึกร้อน ผู้คนจึงมีแนวโน้มที่จะยืนกลางแจ้งเพื่อรับความอบอุ่นนานขึ้น และละเลยการทาครีมกันแดด ทำให้ผิวสัมผัสกับรังสี UV ในปริมาณที่มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

– ความรุนแรงของ UV Index : ในช่วงกลางวัน (ประมาณ 10:00 – 15:00 น.) ค่าดัชนี UV (UV Index) ของประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับ สูงมากถึงรุนแรง ซึ่งหมายความว่าผิวสามารถไหม้แดดได้ภายในเวลาเพียง 15-25 นาที แม้อากาศจะเย็น

ผลกระทบอันตรายต่อผิว
การสัมผัสกับรังสี UV ในหน้าหนาวโดยไม่มีการป้องกัน นำไปสู่ปัญหาผิวหนังในระยะยาวและระยะสั้น

– ผิวแก่ก่อนวัย : รังสี UV-A ทะลุเข้าสู่ชั้นหนังแท้ ทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น และความหย่อนคล้อย

– ผิวแห้งและอ่อนแอลง : อากาศที่แห้งในหน้าหนาวทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นและเกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง (Skin Barrier Damage) เมื่อผิวแห้งและอ่อนแอลง จะยิ่ง ไวต่อการทำลายของแสงแดด และระคายเคืองง่ายขึ้น

– จุดด่างดำและความหมองคล้ำ : รังสี UV กระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้เกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำสะสมอย่างช้า ๆ

– เสี่ยงมะเร็งผิวหนัง : การได้รับรังสี UV สะสมเป็นระยะเวลานานเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังในระยะยาว

เคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยคุณได้

– ทาครีมกันแดดทุกวัน : เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และมีค่า PA+++ เพื่อป้องกันทั้ง UVA และ UVB แม้จะอยู่ในร่ม

– เพิ่มความชุ่มชื้น : ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เข้มข้นกว่าปกติ และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิว

– ปกป้องเพิ่มเติม : สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด, หมวกปีกกว้าง, และแว่นกันแดดที่มีเลนส์ป้องกัน UV 400 เพื่อปกป้องดวงตาของคุณจากอันตรายด้วย

Cr. โรงพยาบาลราชสีมา ฮอสพิทอล

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #หน้าหนาว #ลมหนาว #หน้าหนาวปีนี้ #อากาศหนาว #แสงแดด #แสงแดดยามเช้า #แดดหน้าหนาว
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าFriday, October 9th, 2026 at 7:04am
ประโยชน์ของการหัวเราะ++😁

ประโยชน์ของการหัวเราะ

– ช่วยให้มีผิวพรรณสวย เพราะเวลาที่เราหัวเราะ เราจะอ้าปากและขยับตัวไปมา ทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าและกล้ามเนื้อร่างกายได้เคลื่อนไหว ยืดหยุ่น และเกร็งใบหน้าตามไป ทำให้รูปหน้ากระชับได้สัดส่วน ช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือดในร่างกาย มีผลทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นนั่นเอง
ช่วยลดความซึมเศร้า เวลาที่เราหัวเราะนั้น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างเอ็นโดรฟิน (Endorphin) ออกมา ซึ่งฮอร์โมนนี้ถือได้ว่าเป็น‘เพชฌฆาตความเจ็บปวด’ ทำให้เราอารมณ์ดี และสมองก็จะถูกกระตุ้นให้มองโลกในแง่ดี ความเครียดลดลง โรคซึมเศร้าหายไป แถมความจำยังดีขึ้นด้วย

– ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน การหัวเราะจะช่วยเพิ่มระดับแอนตี้บอดี้ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันในร่างกาย ให้หมุนเวียนในกระแสเลือดมากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวซึ่งเป็นตัวดักจับสิ่งแปลกปลอมในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าการหัวเราะเป็นกลไกการฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพที่สุด

– ช่วยระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย การหัวเราะนั้นช่วยให้อวัยวะในช่องท้องอย่างลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ตับ ไต ไส้ กระเพาะ มีการเคลื่อนไหวและเกิดการบริหารกระเพาะและลำไส้ จึงทำให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคอ้วน บูลิเมีย ท้องผูก เบื่ออาหาร แถมยังเป็นการกระชับหน้าท้องไปในตัวด้วย

– ช่วยในระบบหายใจ เมื่อหัวเราะร่างกายจะมีการหายใจเข้า กลั้นหายใจ และหายใจออก ในตอนนั้นเองร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนถ่ายออกซิเจน ฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง จึงทำให้เซลล์ประสาทหัวใจ ปอด คอแข็งแรงขึ้น เป็นเหตุผลให้เราห่างไกลจากโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ นอกจากนี้ เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น อาการปวดหัว เวียนหัว เหนื่อยง่าย และใจสั่นก็จะหายไปด้วย

– ช่วยกระตุ้นหัวใจและหลอดเลือด การหัวเราะทำให้หัวใจและปอดทำงานมากขึ้นซึ่งทำให้เลือดสูบฉีดได้ดีขึ้น ออกซิเจนจึงถูกขนส่งไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายได้มากขึ้น รวมทั้งช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ นอกจากนี้ การหัวเราะทำให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขเอนโดรฟินที่ช่วยให้รับมือกับความรู้สึกแย่หรือความเครียดได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ด้วย

– ช่วยคลายกล้าม รวมทั้งทุเลาปวด เมื่อคุณหัวเราะ ความเครียดทางร่างกายจะหายไป แล้วก็ช่วยทำให้กล้ามของคุณบรรเทาได้นานถึง 45 นาที นอกนั้น การหัวเราะยังเป็นเหตุให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารเคมีตามธรรมชาติที่ช่วยทำให้ปรับพวกเรากระปรี้กระเปร่า เป็นสุข อีกทั้งช่วยทุเลาความเจ็บได้ด้วย

Cr. โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ว่ายน้ำ #หัวเราะ #โลกสดใส #รอยยิ้ม #เสียงหัวเราะ #คลายเครียดฮาๆ #เครียดสะสม #ความสุข #ความทุกข์
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าThursday, October 8th, 2026 at 7:08am
ประโยชน์ของ “การว่ายน้ำ”😍
เพื่อสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง 🌊💖
.
เคยสังเกตไหมคะว่า ทำไมเวลาเราได้ไปว่ายน้ำมักรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และมีความสุขมากกว่าการออกกำลังกายแบบอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ การได้กระโดดลงน้ำเย็นๆ ทำให้ความเครียดหรือความเหนื่อยล้าหายไปเป็นปลิดทิ้ง แต่คุณรู้หรือเปล่าคะว่าการว่ายน้ำไม่ได้มีแค่ประโยชน์ด้านความเย็นสบายหรือความสนุกเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว การว่ายน้ำยังให้ประโยชน์กับร่างกายและจิตใจมากกว่าที่คิด! มาค้นพบข้อดีที่น่าทึ่งของกีฬาชนิดนี้ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ 😍💦
.
🔹1. ช่วยลดน้ำหนักได้ดีเยี่ยม
การว่ายน้ำถือเป็นหนึ่งในวิธีการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่มีประสิทธิภาพสูงในการเผาผลาญแคลอรีค่ะ หากคุณว่ายน้ำอย่างต่อเนื่องประมาณ 30 นาที สามารถเผาผลาญได้ถึง 367-423 แคลอรีเลยทีเดียว และหากคุณเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก ก็สามารถเผาผลาญได้ถึง 700 กิโลแคลอรีต่อชั่วโมง ซึ่งนับว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับการเดินหรือการเล่นโยคะ ดังนั้น หากต้องการลดน้ำหนัก การว่ายน้ำจึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการสร้างหุ่นสวย และช่วยให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้นค่ะ
.
🔸2. เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไม่กระทบข้อต่อ
ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อแทบทุกส่วนของร่างกายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อแขน หัวไหล่ หลัง หน้าท้อง หรือขา การว่ายน้ำจะช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับและแข็งแรงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือการว่ายน้ำไม่มีแรงกระแทกเหมือนการวิ่งหรือกระโดด ทำให้เหมาะกับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหาข้ออักเสบ หรือผู้ที่บาดเจ็บที่ข้อต่อ ซึ่งสามารถออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัย ลดอาการปวดข้อ และยังช่วยให้กล้ามเนื้อข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นค่ะ
.
🔹3. สุขภาพหัวใจและปอดแข็งแรง
หัวใจและปอดคืออวัยวะที่ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการว่ายน้ำค่ะ เพราะเมื่อคุณออกกำลังกายในน้ำ หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น แต่เป็นการเต้นที่สม่ำเสมอ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และโรคความดันโลหิตสูงได้เป็นอย่างดีค่ะ จากงานวิจัยยังพบว่าคนที่ว่ายน้ำเป็นประจำจะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจลดลงถึง 50% เลยทีเดียวค่ะ
.
🔸4. ลดความเครียด ทำให้อารมณ์ดีขึ้น
เชื่อไหมคะว่าการว่ายน้ำเป็นวิธีบำบัดความเครียดได้ดีมาก เพราะการว่ายน้ำต้องใช้สมาธิอยู่กับการเคลื่อนไหวในน้ำ ทำให้สมองลืมความเครียดหรือความกังวลไปได้ชั่วขณะ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟิน หรือสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และมีอารมณ์ดีขึ้นทันทีหลังว่ายน้ำเสร็จค่ะ หากวันไหนรู้สึกเครียด ลองหาเวลามาว่ายน้ำดูนะคะ รับรองว่าอารมณ์ของคุณจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ 🥰
.
🔹5. ช่วยให้นอนหลับสบาย
การว่ายน้ำมีผลต่อการนอนหลับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะร่างกายที่ได้ใช้พลังงานและกล้ามเนื้อไปอย่างเต็มที่จะรู้สึกผ่อนคลาย ส่งผลให้คุณเข้านอนได้ง่ายขึ้น หลับสนิทและมีคุณภาพมากกว่าเดิมค่ะ ใครที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ว่ายน้ำอาจช่วยให้คุณมีสุขภาพการนอนที่ดีขึ้นได้ค่ะ
.
🔸6. เย็นสบาย ออกกำลังกายได้ทุกฤดู
ข้อดีของการว่ายน้ำอีกอย่างคือ คุณสามารถออกกำลังกายได้อย่างสบายตัว เพราะไม่ว่าจะอากาศร้อนขนาดไหน คุณก็สามารถลงไปว่ายน้ำได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดจากเหงื่อหรืออากาศร้อนเลยค่ะ โดยเฉพาะสระว่ายน้ำในร่มยิ่งทำให้คุณออกกำลังกายได้ทุกฤดูโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศเลยค่ะ
.
🌟 ข้อแนะนำสำหรับการว่ายน้ำอย่างปลอดภัย
แม้จะมีประโยชน์เยอะ แต่ก็มีข้อควรระวังเช่นกันนะคะ เช่น
▪️ หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำเมื่อมีแผล หรือโรคติดต่อทางผิวหนัง เพราะเสี่ยงติดเชื้อ
▪️ หากแพ้คลอรีนหรือมีผิวแพ้ง่าย ลองเลือกใช้สระว่ายน้ำแบบน้ำเกลือหรือน้ำแร่แทนค่ะ
▪️ สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่แข็งแรง ไม่ควรว่ายน้ำตามลำพังเด็ดขาด เพื่อป้องกันการจมน้ำ
.
✨ ใครที่ยังลังเลว่าควรออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำดีไหม ขอแนะนำให้ลองเริ่มต้นง่ายๆ สัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 20-30 นาที แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น อารมณ์ที่ดีขึ้น และการพักผ่อนที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ เริ่มต้นดูแลสุขภาพง่ายๆ ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการว่ายน้ำกันนะคะ 💕🌈

Cr. อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ว่ายน้ำ #ออกกำลังกาย #ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ #ออกกำลังกายที่บ้าน #ใต้น้ำ
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าTuesday, October 6th, 2026 at 7:07am
รวม อาหารบำรุงสมอง เสริมความจำและป้องกันโรคทางสมอง ++😍

สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมทุกระบบในร่างกาย การดูแลสมองให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำ ลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม และทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและชะลอความเสื่อม
• วิตามินบี 1 พบมากในข้าวกล้อง ไข่แดง ปลา และถั่วเหลือง ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้ดี
• วิตามินบี 6 พบในไข่ เนื้อสัตว์ ข้าวโพด และกล้วย ช่วยเสริมสร้างสารสื่อประสาท
• วิตามินบี 12 มีในไข่ เครื่องในสัตว์ นม และเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์
• วิตามินซี พบในผลไม้ เช่น กีวี ฝรั่ง มะละกอ และผักคะน้า ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
• วิตามินอี มีในผักใบเขียว ถั่ว อัลมอนด์ และน้ำมันรำข้าว ช่วยป้องกันเซลล์สมองจากความเสื่อม

อาหารที่ช่วยบำรุงสมอง
• ปลาไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาซาร์ดีน อุดมไปด้วยโอเมก้า-3 ช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง
• ถั่วและเมล็ดพืช เช่น วอลนัท อัลมอนด์ และเมล็ดฟักทอง มีวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ
• ผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า และบรอกโคลี มีวิตามินเค โฟเลต และเบต้าแคโรทีน ช่วยเสริมความจำ
• ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ และแบล็กเบอร์รี่ มีสารแอนโธไซยานินช่วยกระตุ้นสมอง
• ไข่ เป็นแหล่งของโคลีน วิตามินบี 6 และบี 12 ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง
• ดาร์กช็อกโกแลต มีฟลาโวนอยด์ คาเฟอีน และสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสมอง
• ขมิ้น มีสารเคอร์คูมินที่ช่วยลดการอักเสบและป้องกันโรคอัลไซเมอร์
• ชาและกาแฟ มีคาเฟอีนและสารต้านอนุมูลอิสระช่วยกระตุ้นสมองและลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม

บทวิจัยเกี่ยวกับวอลนัทและสมอง
งานวิจัยพบว่าวอลนัทช่วยลดความเครียดออกซิเดชัน เพิ่มการป้องกันของสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดการเสื่อมของสมอง การบริโภควอลนัทวันละ 1–2 ออนซ์สามารถช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับรู้ ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ภาวะซึมเศร้า และโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม

เคล็ดลับเพิ่มเติมในการดูแลสมอง
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง
• นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อช่วยให้สมองฟื้นตัวและทำงานได้ดีขึ้น
• หลีกเลี่ยงความเครียดและฝึกสมาธิหรือทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย
• ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและการทำงานของสมอง

การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคิดและจดจำ ลดความเสี่ยงของโรคทางสมอง และส่งเสริมสุขภาพสมองให้แข็งแรงไปตลอดชีวิต ลองปรับพฤติกรรมการกินตั้งแต่วันนี้ เพื่อสมองที่ดีในวันข้างหน้า

Cr. งานประชาสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #อาหารบำรุงสมอง #เสริมความจำ #บํารุงสมอง #บำรุงสมอง #อาหาร #ความจำเสื่อม #ป้องกันโรคสมอง
รู้ไว้ใช่ว่า
รู้ไว้ใช่ว่าMonday, October 5th, 2026 at 8:37am
5 โรคอันตราย จากไขมันทรานส์++😏

ไขมันทรานส์ คืออะไร?
ไขมันทรานส์ คือไขมันที่เกิดจากการเติมไฮโดรเจนบางส่วน เมื่อบริโภคมาก ๆ และเป็นเวลานาน ทำให้มีไขมันไปสะสมตามผนังหลอดเลือด ก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด รวมถึงเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีกด้วย

ไขมันทรานส์ หรือ Trans Fat เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวจากการเรียงตัวของไฮโดรเจนอะตอมอยู่ตรงข้ามกัน สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติและจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงในน้ำมัน

ไขมันทรานส์จากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partial Hydrogenation) เกิดจากการดัดแปลงโครงสร้างของน้ำมันพืชหรือไขมันไม่อิ่มตัวด้วยกระบวนการ hydrogenation หรือ การเติมหมู่ไฮโดรเจน ทำให้น้ำมันพืชมีลักษณะคงตัวที่อุณหภูมิห้อง ทนความร้อนได้สูง ไม่เหม็นหืน เก็บรักษาได้นาน โดยมักพบในอาหารที่มีส่วนผสมของ

– เนยเทียม (Magarine)
– เนยขาว (Shortening)
– ครีมเทียม วิปครีม (Non-dairy Creamer)
– ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ เช่น ขนมปังกรอบ เค้ก พาย พัฟ เป็นต้น
– น้ำมันทอดซ้ำ มิใช่แหล่งไขมันทรานส์ แต่เป็นแหล่งของสารก่อมะเร็ง
“ไขมันทรานส์” กินมากอันตราย
เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด!
รุนแรงกว่าไขมันอิ่มตัว 10 เท่า!!!

อันตรายจากไขมันทรานส์ กินไขมันทรานส์ เสี่ยงเกิดโรคอะไรได้บ้าง?
– ลดระดับไขมันชนิดดีในเลือด (HDL cholesterol)
– เพิ่มระดับไขมันชนิดเลวในเลือด (LDL cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ให้สูงขึ้น
– เพิ่มระดับโคเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol)
– เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
– เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
– เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
– เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคอ้วน

5 โรคอันตราย มีอะไรบ้างไปดูกัน
1. โรคหัวใจ
2. โรคหลอดเลือด
3. โรคไขมันในเส้นเลือด
4. โรคความดัน
5. โรคเบาหวาน
การเลี่ยงบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ส่งผลให้มีสุขภาพดี ลดความเสี่ยงกับภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองอันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้น ๆ ของประเทศ โดยควรเลือกการรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันตัวเองจากไขมันทรานส์ ดังนี้

1. ในแต่ละวันควรรับประทานไขมัน ไม่เกิน 30% ของพลังงาน หรือ 2-3 ช้อนชาต่อมื้ออาหาร
– (ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน ถึง 9 แคลอรี)
– ไขมันทรานส์ ไม่ควรเกิน 2 กรัม
– ไขมันไม่อิ่มตัว ไม่ควรเกิน 20 กรัม
2. อ่านฉลากอาหารและฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ โดยหลีกเลี่ยงฉลากที่มีคำว่า Hydrogenated Oil เปรียบเทียบปริมาณไขมันทรานส์กับผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกัน เลือกที่เป็น 0
3. เลี่ยงอาหารที่ทำจากเนยเทียม เช่น ครัวซองต์ คุกกี้
4. เลือกรับประทานไขมันดี โอเมก้า-3 ได้แก่ ปลา เต้าหู้ แซลมอน น้ำมันคาโนลา และอาหารที่มีไขมันต่ำ กากใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชขัดสีน้อย
5. เลือกใช้น้ำมันให้ถูกประเภท โดยใน 1 ครัวเรือน ควรมีน้ำมันมากกว่า 1 ขวด
– เมนูผัด ทอดธรรมดา ใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ในปริมาณน้อย
– เมนูทอดกรอบ ใช้น้ำมันปาล์ม เพราะทนความร้อนได้นานกว่า
– ไม่ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง เนื่องจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทำให้เกิดเป็นควันง่าย ที่อุณหภูมิการทอดที่ต้องใช้ความร้อนสูง และทำให้เกิดสารโพลาร์ ตัวการสำคัญของสารก่อมะเร็ง

อ้างอิงข้อมูลจาก: โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานคณะกรรมอาหารและยา

Cr. โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพฯ

#รู้ไว้ใช่ว่า_สุขภาพ #รู้ไว้ใช่ว่า #ไขมันทรานส์ #อ้วน #เนยเทียม #เนยขาว #ครีมเทียม #น้ำมันทอด